สัญญาณเตือน! ปัญหาของระบบบำบัดน้ำเสีย

Web

สัญญาณเตือน หรือข้อสังเกตในการดูแลระบบบำบัดน้ำเสีย ก่อนเกิดปัญหาในระบบบำบัดน้ำเสีย สังเกตได้จากลักษณะภายนอกก่อนรอผลวิเคราะห์น้ำ 

ปัญหาของระบบบำบัดน้ำเสียที่พบบ่อย มีดังนี้

  • ค่าปริมาณออกซิเจนละลายน้ำ (Dissolved Oxygen: DO) ในถัง Aeration ต่ำ 
  • ค่า BOD (Biochemical Oxygen Demand) เกิน 
  • น้ำขุ่นขาออก มีตะกอนออกไปกับน้ำทิ้ง
  • น้ำเสียมีกลิ่นเหม็น หรือ กลิ่นผิดปกติ
  • ค่า pH ออกนอกช่วง 6.5-8.5

ค่าปริมาณออกซิเจนละลายน้ำ (Dissolved Oxygen: DO) ในถัง Aeration ต่ำ

ค่า DO เป็นปัจจัยที่สำคัญต่อการทำงานของระบบบำบัดน้ำเสียแบบเติมอากาศ เนื่องจากจุลินทรีย์ชนิดใช้ออกซิเจนต้องใช้ออกซิเจนในการย่อยสลายสารอินทรีย์ในน้ำเสีย ซึ่งช่วยลดค่า BOD และ COD หากค่า DO ต่ำเกินไป จะทำให้กระบวนการย่อยสลายเกิดได้ไม่สมบูรณ์ ควรควบคุมค่า DO ในถัง Aeration ให้อยู่ประมาณ 2–4 mg/L เพื่อให้จุลินทรีย์สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ หมั่นตรวจสอบการทำงานของอุปกรณ์ตรวจวัด เช่น การสอบเทียบเครื่องมือวัด (Calibration) การใช้อุปกรณ์แบบพกพา ตรวจสอบควบคู่กับอุปกรณ์ที่ ติดอยู่กับระบบบำบัด

วิธีแก้ไข

  • ตรวจสอบ Blower: เช็กมอเตอร์มีการทำงานปกติ / สายพานหย่อนหรือไม่ 
  • ตรวจสอบ Diffuser: หากความดันในท่อสูงผิดปกติ อาจเกิดจากหัวกระจายอากาศอุดตัน (Clogging) ต้องทำความสะอาดหรือเปลี่ยนใหม่
  • ปรับอัตราการหมุนเวียนตะกอน (RAS): เพื่อควบคุมปริมาณจุลินทรีย์ให้สมดุลกับออกซิเจน
Pic1

BOD (Biochemical Oxygen Demand) มีค่าเกิน

ค่า BOD (Biochemical Oxygen Demand) คือ ปริมาณออกซิเจนที่จุลินทรีย์ต้องใช้ในการย่อยสลายสารอินทรีย์สามารถย่อยสลายได้ ในที่มีออกซิเจน โดยทั่วไปนิยมวัดค่า BOD เป็นระยะเวลา 5 วัน ที่อุณหภูมิ 20 องศาเซลเซียส ค่า BOD จึงเป็นตัวบ่งชี้ปริมาณสารอินทรีย์ที่จุลินทรีย์สามารถนำไปใช้เป็นแหล่งพลังงานได้ หากน้ำเสียมีค่า BOD สูง แสดงถึงการมีสารอินทรีย์ปริมาณมาก ซึ่งอาจก่อให้เกิดการลดลงของออกซิเจนละลายน้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติและส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศได้ 

วิธีแก้ไข

  • เพิ่มปริมาณจุลินทรีย์: ลดการระบายตะกอนส่วนเกินออกจากระบบ
  • ตรวจสอบค่า F/M Ratio: ปรับอัตราส่วนอาหารต่อจุลินทรีย์ให้เหมาะสม ปกติควรอยู่ที่ 0.2 – 0.6
  • เสริมสารอาหาร: ในกรณีน้ำเสียอุตสาหกรรมที่มีไนโตรเจนหรือฟอสฟอรัสต่ำเกินไป
Wastewater

น้ำขุ่นขาออก มีตะกอนออกไปกับน้ำทิ้ง

น้ำที่ออกจากถังบำบัดน้ำเสียที่มีลักษณะใสหรือกึ่งใส ไม่มีกลิ่นเหม็น หมายถึงการบำบัดของเสียภายใน ทำงานได้ดี หาก มีสัญญาณของน้ำขุ่น มีกลิ่นคล้ายของเน่า หมายถึงระบบชีวภาพภายในถังบำบัดน้ำเสียมีปัญหา เช่น จุลินทรีย์ที่ใช้ในการย่อยสลายไม่ทำงาน อาจเกิดจากการใช้น้ำยาล้างหรือสารเคมีแรง ๆ บ่อยครั้ง หรือปริมาณน้ำเสียมากเกินกำลังการบำบัดของถัง, เกิดตะกอนเส้นใย (Filamentous Bulking) จุลินทรีย์เส้นใยเจริญเติบโตมากเกินไป ทำให้ตะกอนฟู (Sludge Bulking) ไม่ยอมตกตะกอนในถังตกตะกอน และหลุดออกจากระบบพร้อมกับน้ำขาออก หรือ เกิด Denitrification ในถังตกตะกอน ซึ่งเกิดจากแบคทีเรียเปลี่ยนไนเตรตเป็นก๊าซไนโตรเจน ทำให้ก๊าซดึงตะกอนลอยขึ้นมาและหลุดลอยออกไปกับน้ำทิ้ง เป็นต้น

วิธีแก้ไข:

  • ตรวจสอบการจมตัว (SV30): หากตะกอนจมช้าและฟู อาจต้องเพิ่มการเติมอากาศหรือปรับค่า pH
  • ควบคุม Hydraulic Loading: เช็กว่าอัตราไหลเข้าถังตกตะกอนเร็วเกินไปหรือไม่
  • เติมสารสร้างตะกอน: ในกรณีฉุกเฉินอาจใช้ Polymer เพื่อช่วยให้ตะกอนเกาะกลุ่มและจมตัวดีขึ้น
  • เติมคลอรีนลงในการหมุนเวียนตะกอน : ตะกอนไม่จมตัวมักเกิดจากการเจริญเติบโตมากเกินไปของแบคทีเรียเส้นใย ซึ่งทำให้ตะกอนฟูและเบา โดยการเติมคลอรีนจะช่วยลดปริมาณแบคทีเรียเส้นใยที่จะกลับเข้าสู่ถังเติมอากาศ ทำให้ตะกอนกลับมาจมตัวได้ดีขึ้น 
  • เพิ่มอัตราการระบายตะกอนส่วนเกิน (WAS) : เพิ่มอัตราการระบายตะกอนส่วนเกิน (Waste Activated Sludge – WAS) ออกจากระบบ เพื่อลดอายุตะกอน (Sludge Age) และลดปริมาณจุลินทรีย์ที่ทำปฏิกิริยา
Pixel

น้ำเสียมีกลิ่นเหม็น หรือ ผิดปกติ

หนึ่งสัญญาณที่โรงงานอุตสาหกรรมจำนวนมากต้องเผชิญ คือ “น้ำเสียมีกลิ่นเหม็น หรือกลิ่นผิดปกติ” ซึ่งส่งผลต่อทั้งสุขอนามัย สิ่งแวดล้อม และภาพลักษณ์ขององค์กร เพราะกลิ่นเหม็นจากน้ำเสียในระบบบำบัดสะท้อนถึงประสิทธิภาพของระบบที่กำลังเสื่อมสภาพ น้ำเสียมีกลิ่นเหม็น กลิ่นแรงผิดปกติ ในระบบบำบัดน้ำเสียโรงงานอุตสาหกรรม เกิดจากน้ำมีสารอินทรีย์สะสมและมีการย่อยสลายแบบ “ขาดออกซิเจน” ซึ่งผลิตก๊าซเหม็น “ก๊าซไข่เน่า” หรือ ไฮโดรเจนซัลไฟด์ (H₂S) ซึ่งเป็นก๊าซไม่มีสี แต่มีกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ซึ่งสามารถตรวจพบได้ด้วยการดมกลิ่นแม้ในปริมาณเพียงเล็กน้อย หากสูดดมเข้าไป อาจทำให้มีอาการปวดศีรษะ มึนงง คลื่นไส้ หรือหมดสติ ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องได้รับการดูแลทางการแพทย์ทันที และ หากสูดดมในปริมาณมาก ในพื้นที่ที่มีปริมาณออกซิเจนน้อยหรืออากาศถ่ายเทไม่สะดวก จะส่งผลถึงแก่ชีวิตได้

วิธีแก้ไข:

1. ปรับปรุงระบบเติมอากาศให้มีประสิทธิภาพ

การเพิ่มประสิทธิภาพของระบบเติมอากาศเป็นวิธีที่สำคัญที่สุดในการลดกลิ่นจากระบบบำบัดน้ำเสีย เพราะช่วยให้จุลินทรีย์ทำงานในสภาวะที่เหมาะสม โดยสามารถทำได้ดังนี้

  • ตรวจสอบประสิทธิภาพของ Blower
  • ทำความสะอาดหรือเปลี่ยน Diffuser ที่อุดตัน
  • ปรับปริมาณอากาศให้เหมาะสมกับโหลดของเสีย

2. ดูแลบ่อเกรอะให้สะอาดอยู่เสมอ

ปัญหาบ่อเกรอะมีกลิ่นเหม็นสามารถบรรเทาลงได้หากมีการจัดการตะกอนอย่างเหมาะสม จะช่วยลดการหมักหมมของสารอินทรีย์และป้องกันกลิ่นสะสมในระยะยาว

3. ติดตั้งระบบดักกลิ่นหรือ Hood ครอบระบบเปิด

จะช่วยลดการกระจายของกลิ่นสู่สิ่งแวดล้อมและเพิ่มความปลอดภัยในการทำงานได้

4. ตรวจสอบและบำรุงรักษาเครื่องจักรอย่างสม่ำเสมอ

เครื่องจักรในระบบบำบัด เช่น Pump, Blower หรือ Mixer จำเป็นต้องได้รับการตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ เพราะหากอุปกรณ์ทำงานผิดปกติ อาจส่งผลต่อการไหลเวียนของน้ำเสียและการเติมอากาศได้ 

5. ปรับโหลดของเสียให้สมดุลกับระบบ

หากโรงงานเพิ่มกำลังการผลิต ควรตรวจสอบว่าระบบบำบัดสามารถรองรับปริมาณน้ำเสียได้หรือไม่ หากพบว่าไม่สมดุลกัน สามารถติดตั้งบ่อ Equalization Tank เพิ่มเติม เพื่อช่วยแยกไขมันหรือของเสียบางประเภทก่อนเข้าระบบ เพื่อควบคุมโหลดของเสียและช่วยลดความเครียดของระบบชีวภาพ รวมทั้งป้องกันการเกิดกลิ่น

6. ใช้หัวเชื้อจุลินทรีย์เฉพาะทาง

อีกหนึ่งวิธีแก้ปัญหาระบบบำบัดน้ำเสียเน่าเหม็นได้รวดเร็วคือ การใช้หัวเชื้อจุลินทรีย์คุณภาพสูง ซึ่งมักเป็นจุลินทรีย์สดที่คัดจากระบบบำบัดที่มีประสิทธิภาพ มีคุณสมบัติสำคัญ ได้แก่

  • High Activity Biomass คือ มวลจุลินทรีย์ที่มีความสามารถในการย่อยสลายสารอินทรีย์สูง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบำบัดและเร่งกระบวนการย่อยสลายของเสียในระบบ
  • Immediate Seeding Capability คือ ความสามารถในการเติมจุลินทรีย์เข้าสู่ระบบและเริ่มทำงานได้ทันที โดยไม่ต้องใช้เวลานานในการเพาะเลี้ยงจุลินทรีย์ใหม่

ค่า pH ออกนอกช่วง 6.5-8.5

พารามิเตอร์คือ ตัวชี้วัดทางกายภาพ เคมี และชีวภาพ ที่ใช้ประเมินคุณภาพและความสกปรกของน้ำ เพื่อควบคุมกระบวนการบำบัดให้มีประสิทธิภาพและตรวจสอบมาตรฐานน้ำทิ้งก่อนปล่อยสู่สิ่งแวดล้อม โดยพารามิเตอร์หลักได้แก่ ค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH)  ในสภาวะน้ำเสียที่มีค่า pH อยู่ในช่วง 6.5-8.5 แต่ก่อนที่จะปล่อยน้ำเสียที่ผ่านกระบวนการบำบัดดีแล้วลงสู่ธรรมชาติ ต้องปรับสภาพ pH อยู่ในช่วง 5.5-9 ถ้าค่า pH ต่ำ จะต้องปรับสภาพด้วยด่าง และถ้าน้ำเสียมีค่า pH สูงต้องปรับสภาพ pH ให้เป็นกลางโดยใช้กรด

วิธีแก้ไข:

  • ตรวจสอบสารเคมีต้นทาง: ตรวจสอบฝ่ายผลิตว่ามีการล้างเครื่องจักรหรือทำสารเคมีรั่วไหลลงท่อระบายน้ำหรือไม่
  • ติดตั้งระบบ Neutralization: ปรับสภาพด้วย กรดกำมะถัน กรดเกลือหรือก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หากเป็นกรด และเติมกรดหากเป็นด่าง เช่น  โซดาไฟ ปูนขาว  หรือ แอมโมเนีย เป็นต้น เพื่อปรับสมดุลก่อนเข้าถังชีวภาพ
Pexels Teona Swift 6850726

ถ้าน้ำทิ้งเปลี่ยนสีกะทันหัน หรือมีกลิ่นผิดปกติ ให้เก็บตัวอย่างน้ำทันทีก่อนระบบปรับตัว เพื่อใช้วินิจฉัยสาเหตุที่แท้จริง

สนใจติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่