
สรุปสาระสำคัญ
บ่อดักไขมัน ถือเป็นหัวใจสำคัญของระบบจัดการปัญหาน้ำเน่าเสียในธุรกิจอาหารและโรงงานอุตสาหกรรม หากขาดการดูแลจะกลายเป็นจุดกำเนิดปัญหาร้ายแรงทันที โดยกลุ่มเสี่ยงสูงอย่าง โรงงานแปรรูปอาหาร โรงแรม และศูนย์การค้า ต้องเคร่งครัดในเรื่องการออกแบบระบบให้รับกับการใช้ปริมาณน้ำทิ้งจริง และยึดวินัยการบำรุงรักษาตาม “กฎ 25%” เพื่อป้องกันการอุดตัน หากปล่อยปละละเลยจนเกิดภาวะไขมันล้น นอกจากจะสร้างความเสียหายต่อระบบบำบัดหลักจนกู้คืนยากแล้ว ยังเสี่ยงต่อปัญหากลิ่นรบกวนและมีโทษทางกฎหมายจากการระบายน้ำทิ้งเกินค่ามาตรฐาน
“บ่อดักไขมัน” หรือ Grease Trap ถือเป็นหัวใจสำคัญของระบบบำบัดน้ำเสียเบื้องต้นในสถานประกอบการที่มีครัวหรือกระบวนการผลิตอาหาร เพราะน้ำเสียจากครัวเรือนและอุตสาหกรรมอาหารมักมี ไขมัน เศษอาหาร และสารอินทรีย์ ปนเปื้อนสูง หากไม่มีการควบคุมอย่างเหมาะสม อาจก่อให้เกิดปัญหาน้ำเน่าเสีย กลิ่นเหม็น และการอุดตันในท่อระบายน้ำ ซึ่งไม่เพียงส่งผลต่อสุขอนามัย แต่ยังอาจถูกปรับตามกฎหมายสิ่งแวดล้อมได้ บทความนี้จะพาไปดูว่า “5 ประเภทอุตสาหกรรม” ที่ต้องระวังปัญหาน้ำเสียมากที่สุด พร้อมแนวทางป้องกันและบำรุงรักษาบ่อดักไขมันอย่างยั่งยืน
บ่อดักไขมัน หรือเครื่องดักไขมันเป็นอุปกรณ์บำบัดขั้นต้น (Pre-treatment) ที่มีความสำคัญสูงสุดสำหรับน้ำเสียที่มีองค์ประกอบของอาหาร โดยอาศัยหลักการทางฟิสิกส์เรื่อง “ความหนาแน่น (Density) และ แรงโน้มถ่วง (Gravity)” ในการแยกองค์ประกอบภายในน้ำเสีย โดยกระบวนการแยกชั้นภายในบ่อมีดังต่อไปนี้
หัวใจสำคัญคือ ระยะเวลาการกักพักน้ำ หากบ่อมีขนาดเล็กเกินไป น้ำจะไหลผ่านเร็วเกินจนไขมันไม่มีเวลาลอยตัวแยกชั้น ส่งผลให้ไขมันหลุดรอดไปสู่ระบบบำบัดหลัก
แม้หลักการจะดูเรียบง่าย แต่ในทางปฏิบัติเหตุการณ์ที่บ่อดักไขมันทำงานผิดพลาดจนนำไปสู่ปัญหาน้ำเน่าเสียก็เกิดขึ้นได้เสมอ โดยสาเหตุหลักมาจากการขาดการดูแลรักษาและความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง ดังนี้
เมื่อ FOG ถูกดักจับ ชั้นไขมันด้านบนจะหนาขึ้นเรื่อย ๆ หากไม่มีการตักออกตามรอบ พื้นที่หน้าตัดสำหรับการไหลของน้ำจะลดลง ทำให้น้ำเสียใหม่ที่ไหลเข้ามาล้นออก หรือดันให้ไขมันเก่าหลุดรอดออกไปกับน้ำทิ้ง ส่งผลให้ค่า FOG ปลายทางสูงเกินมาตรฐาน
หากไม่มีตะแกรงดักเศษอาหารที่มีประสิทธิภาพก่อนเข้าบ่อ เศษอาหารและขยะจะเข้าไปสะสมที่ก้นบ่อ กินปริมาตรความจุของถัง ทำให้ระยะเวลาการกักเก็บน้ำลดลงอย่างมาก ประสิทธิภาพการดักจับไขมันจึงตกลงทันที
บ่อดักไขมันเป็นแหล่งสะสมสารอินทรีย์ชั้นดี เมื่อเกิดการหมักหมมในสภาวะไร้ออกซิเจน แบคทีเรียจะย่อยสลายสารอินทรีย์และปลดปล่อยก๊าซไข่เน่า หรือ ไฮโดรเจนซัลไฟด์ และก๊าซมีเทน ซึ่งนอกจากจะมีกลิ่นเหม็นรุนแรงแล้ว ยังมีฤทธิ์กัดกร่อนโครงสร้างคอนกรีตและโลหะของบ่อบำบัดได้
นี่คือฝันร้ายของผู้ดูแลระบบ เมื่อ FOG ที่หลุดรอดออกไปจับตัวรวมกับเศษขยะ ทิชชูเปียก หรือแคลเซียมในท่อระบายน้ำ จะเกิดปฏิกิริยาเปลี่ยนสภาพเป็นก้อนไขมันแข็งขนาดมหึมา หรือที่เรียกว่า “Fatbergs” สิ่งนี้สามารถอุดตันท่อระบายน้ำขนาดใหญ่จนมิด ก่อให้เกิดปัญหาน้ำเน่าเสียที่สร้างความเสียหายต่อระบบสาธารณูปโภคและต้องใช้งบประมาณมหาศาลในการกำจัด
ถึงแม้อุตสาหกรรมส่วนใหญ่จะมีโอกาสเกิดปัญหาน้ำเสียจากบ่อดักไขมัน แต่ 5 กลุ่มธุรกิจต่อไปนี้มีความเสี่ยงสูงสุดต่อปัญหา FOG และจำเป็นต้องมีมาตรการจัดการที่เข้มข้นกว่าปกติ
เป็นแหล่งกำเนิด FOG ที่มีความเข้มข้นสูงที่สุดเมื่อเทียบกับปริมาณน้ำ ลักษณะน้ำเสียจากร้านอาหารประกอบด้วยน้ำมันพืช ไขมันสัตว์ เนย และกะทิ ปัญหาที่พบบ่อยคือร้านอาหารขนาดเล็กมักติดตั้งบ่อดักไขมันใต้ซิงค์ที่มีขนาดเล็กเกินไป หรือพนักงานขาดวินัยในการตักไขมัน ทำให้ท่อตันบ่อยครั้ง นำไปสู่ปัญหาน้ำเน่าเสียที่ส่งกลิ่นรบกวนลูกค้า
ความท้าทายของโรงแรมคือความผันผวนของปริมาณน้ำเสีย ช่วงที่มีการจัดเลี้ยงบุฟเฟต์หรืองานแต่งงาน ปริมาณน้ำเสียและไขมันจะพุ่งสูงขึ้นฉับพลัน หากระบบไม่ได้ออกแบบมาเพื่อรองรับได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไขมันจะทะลักเข้าสู่ระบบบำบัดรวมของโรงแรม ส่งผลให้ระบบเติมอากาศเสียสมดุลและเกิดฟองไขมันลอยหน้าผิวบ่อบำบัด
กลุ่มโรงงานแปรรูปเนื้อสัตว์ อาหารทะเล อาหารกระป๋อง หรือผลิตภัณฑ์นม มีลักษณะน้ำเสียที่มีค่าความสกปรกสูงมาก การใช้บ่อดักไขมันแบบธรรมดาอาจไม่เพียงพอ จำเป็นต้องมีระบบบำบัดขั้นต้นที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า เช่น ระบบลอยตะกอนด้วยอากาศละลาย (Dissolved Air Flotation – DAF) เพื่อแยกไขมันก่อนเข้าสู่ระบบบำบัดทางชีวภาพ ไม่เช่นนั้นระบบบำบัดหลักจะล่มได้ง่าย
ปัญหาของศูนย์การค้าคือการรวบรวมน้ำเสียจากผู้เช่าหลายรายที่มีประเภทอาหารแตกต่างกัน การบริหารจัดการมักซับซ้อนในเรื่องความรับผิดชอบ หากท่อเมนรวมไขมันเกิดการอุดตัน จะส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อร้านค้าทั้งหมดและภาพลักษณ์ของศูนย์การค้า
โรงพยาบาลมีครัวกลางที่ต้องผลิตอาหารจำนวนมากตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อรองรับผู้ป่วยและบุคลากร นอกจากปริมาณ FOG ที่สูงแล้ว สุขอนามัยถือเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่ง ปัญหาท่อตันหรือกลิ่นเหม็นย้อนกลับจากบ่อดักไขมันไม่เพียงแต่ผิดกฎหมายสิ่งแวดล้อม แต่ยังเสี่ยงต่อการแพร่กระจายเชื้อโรคและมาตรฐานความปลอดภัยของผู้ป่วย

การจัดการปัญหาน้ำเน่าเสียที่มีสาเหตุจาก FOG ไม่ใช่เพียงแค่การติดตั้งบ่อดักไขมันแล้วจบ แต่ต้องอาศัยการบริหารจัดการแบบองค์รวม ดังนี้
ต้องมีการคำนวณขนาดบ่อให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำใช้จริงและประเภทของอาหาร ทั้งยังต้องเลือกตำแหน่งที่เข้าถึงง่ายสำหรับการดูแลรักษา และควรแยกท่อน้ำทิ้งจากส่วนล้างภาชนะออกจากท่อน้ำทิ้งทั่วไปและน้ำฝน เพื่อไม่ให้ปริมาณน้ำมากเกินไปจนรบกวนการแยกชั้นไขมันจนนำไปสู่ปัญหาน้ำเน่าเสีย
กำหนดตารางการดูแลรักษาที่ชัดเจน โดยยึด “กฎ 25%” (The 25% Rule) คือควรทำความสะอาดทันทีเมื่อชั้นไขมันและตะกอนสะสมรวมกันถึง 25% ของความลึกน้ำในบ่อ ไม่ควรรอให้เต็มหรือตัน การมี Logbook บันทึกการปฏิบัติงานจะช่วยให้วิเคราะห์แนวโน้มปัญหาได้ก่อนที่จะเกิดวิกฤต
กากไขมันจากบ่อดักไขมันจัดเป็นของเสียอุตสาหกรรมที่ไม่สามารถทิ้งรวมกับขยะเทศบาลทั่วไปได้ ต้องส่งกำจัดผ่านผู้รับกำจัดที่ได้รับอนุญาตจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม (สก.2) การใช้บริการผู้เชี่ยวชาญจะช่วยให้มั่นใจได้ว่ากากของเสียถูกจัดการตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และมีเอกสารกำกับการขนส่งครบถ้วน เพื่อป้องกันความเสี่ยงทางกฎหมาย
การแก้ปัญหาน้ำเน่าเสียที่ดีที่สุดคือการแก้ที่สาเหตุต้นทาง เพื่อช่วยลดภาระไขมันเข้าสู่ระบบ
สำหรับโรงงานหรืออาคารขนาดใหญ่ อาจพิจารณาใช้เทคโนโลยีเข้าช่วย เช่น
อย่าปล่อยให้ปัญหา FOG (ไขมัน น้ำมัน และจาระบี) และบ่อดักไขมันที่ขาดการดูแลกลายเป็นอุปสรรคต่อธุรกิจ สุขอนามัย และทำลายสิ่งแวดล้อม โดยหากคุณคือผู้ประกอบการที่กำลังมองหาพาร์ตเนอร์ผู้เชี่ยวชาญด้านบริการล้างบ่อดักไขมันและบำรุงรักษาบ่อดักไขมันอย่างเป็นระบบและถูกกฎหมาย Siam Environmental Technologies คือคำตอบ ด้วยประสบการณ์กว่า 30 ปี ในการจัดการกากอุตสาหกรรมและบำบัดน้ำเสียแบบครบวงจร เราให้บริการทำความสะอาดบ่อดักไขมันโดยทีมงานมืออาชีพ พร้อมนำส่งไปกำจัดอย่างถูกต้อง 100% ช่วยให้สถานประกอบการของคุณปลอดปัญหากลิ่น ท่อตัน และดำเนินธุรกิจได้อย่างสอดคล้องตามข้อกำหนด
สนใจรับบริการหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
ข้อมูลอ้างอิง
A : ความถี่ในการตักไขมันขึ้นอยู่กับปริมาณการใช้งานและขนาดของบ่อ แต่เกณฑ์สากลที่แนะนำคือ “กฎ 25%” (The 25% Rule) คือควรตักเมื่อความหนาของชั้นไขมันและตะกอนก้นบ่อรวมกันคิดเป็น 25% ของความลึกน้ำ หากปล่อยไว้เกินกว่านี้ ประสิทธิภาพการดักจับจะลดลงอย่างมาก เสี่ยงต่อการอุดตัน และนำไปสู่ปัญหาน้ำเสีย
A : ไม่แนะนำให้ทำ เพราะน้ำร้อนจะทำให้ไขมันละลายเพียงชั่วคราวและไหลผ่านบ่อดักไขมันออกไปได้ แต่เมื่อน้ำเสียไหลไปตามท่อและอุณหภูมิลดลง ไขมันจะกลับมาแข็งตัวจับเป็นก้อนอีกครั้งในจุดที่ลึกขึ้นหรือในท่อสาธารณะ ซึ่งจะทำให้เกิดการอุดตันที่แก้ไขยากกว่าเดิมและอาจทำให้ค่า FOG ปลายทางเกินมาตรฐาน
A : ไม่สามารถทิ้งรวมกับขยะทั่วไปได้ ตามกฎหมายโรงงานและข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม กากไขมันจัดเป็นของเสียอุตสาหกรรม (Industrial Waste) หรือขยะมูลฝอยติดเชื้อ (ในบางบริบท) ต้องแยกใส่ภาชนะปิดมิดชิดและส่งกำจัดผ่านผู้ให้บริการที่ได้รับอนุญาต (มีใบอนุญาตโรงงานประเภท 105 หรือ 106 แล้วแต่กรณี) เพื่อนำไปทำปุ๋ยหมักหรือผลิตเชื้อเพลิงทดแทน การลักลอบทิ้งมีโทษทางกฎหมาย
A : กลิ่นเหม็นมักเกิดจาก “กากตะกอนหนัก” ที่จมอยู่ก้นบ่อซึ่งสะสมเศษอาหารเน่าเสียไว้ การตักเพียงไขมันที่ลอยอยู่ผิวหน้าจึงไม่เพียงพอ ต้องทำการ “ลอกท่อและดูดตะกอนก้นบ่อ” ออกด้วย รวมถึงตรวจสอบระบบท่อระบายอากาศ (Vent Pipe) ว่ามีการอุดตันหรือไม่ เพราะหากอากาศถ่ายเทไม่ดี ก๊าซไข่เน่าจากการย่อยสลายจะย้อนกลับเข้ามาในอาคาร
A : จุลินทรีย์เป็นเพียง “ตัวช่วย” ในการลดกลิ่นและช่วยย่อยสลายไขมันบางส่วนให้โมเลกุลเล็กลง แต่ไม่สามารถทดแทนการตักหรือดูดไขมันทางกายภาพได้ 100% หากใช้จุลินทรีย์ผิดประเภทอาจทำให้ไขมันแตกตัวชั่วคราวแล้วไปจับตัวก้อนแข็งในท่อระบายน้ำสาธารณะแทน ดังนั้นยังจำเป็นต้องมีตารางการตักไขมันและดูดตะกอนควบคู่กันไปเสมอเพื่อป้องกันปัญหาน้ำเน่าเสียในระยะยาว
Copyright © Siam Environmental Technologies Co., Ltd.
