เปิด 3 เงื่อนไขสำคัญที่กฎหมายบังคับต้องมีผู้ควบคุมมลพิษ โรงงานของคุณเข้าข่ายไหม?

Artboard 1

ปัจจุบัน กระทรวงอุตสาหกรรมได้บังคับใช้ ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง การจัดทำข้อมูลชนิดและปริมาณสารมลพิษที่ระบายออกจากโรงงาน พ.ศ. 2561 ซึ่งกำหนดให้โรงงานที่มีความเสี่ยงสูงต่อสิ่งแวดล้อม ต้องจัดให้มี “ผู้ควบคุมระบบป้องกันสิ่งแวดล้อมเป็นพิษ” หรือที่เรียกกันติดปากว่า “ผู้ควบคุมมลพิษ” (Pollution Control Supervisor) ประจำการอย่างเป็นทางการ หากคุณเป็นเจ้าของกิจการ ผู้บริหาร หรือผู้จัดการฝ่ายโรงงานที่ยังไม่แน่ใจว่า โรงงานของตัวเองกำลัง “เดินสายเสี่ยง” ผิดกฎหมายอยู่หรือไม่?

Table of Contents

เจาะลึก 3 เงื่อนไข โรงงานแบบไหนที่กฎหมายบังคับ

กฎหมายไม่ได้บังคับทุกโรงงาน แต่เน้นไปที่โรงงานที่มีความเสี่ยงต่อสิ่งแวดล้อม โดยใช้เกณฑ์ดังต่อไปนี้

เงื่อนไขที่ 1 ด้านมลพิษทางน้ำ

(Water Pollution)

  • ถ้าโรงงานปล่อยน้ำเสียเกิน 500 ลบ.ม.ต่อวัน หรือสารอินทรีย์ (BOD Load) เกิน 100 กก.ต่อวัน ต้องมีผู้ควบคุม
  • หากเป็นโรงงานที่มีโลหะหลัก หรือสารพิษ แม้จะมีน้ำเสียน้อยกว่า 50 ลบ.ม.ต่อวัน กฎหมายบังคับใช้แล้วเช่นกัน
  • เกณฑ์น้ำหล่อเย็น หากมีการปล่อยออกสู่ภายนอกตั้งแต่ 5,000 ลบ.ม.ต่อวันขึ้นไป ก็มีผลต่อเรื่องอุณหภูมิที่สูงและกระทบต่อระบบนิเวศได้เช่นกัน

เงื่อนไขที่ 2 ด้านมลพิษทางอากาศ

(Air Pollution)

  • โรงงานที่มีการใช้หม้อน้ำ หรือหม้อต้มที่ใช้ของเหลวเป็นสื่อนำความร้อน ที่มีขนาดกลังผลิตตั้งแต่ 20 ตันไอน้ำต่อชั่วโมง

เงื่อนไขที่ 3 ด้านกากอุตสาหกรรม

(Industrial Waste)

  • โรงงานลำดับที่ 101 เช่น โรงงานบำบัดน้ำเสียรวม เตาเผาขยะอุตสาหกรรม
  • โรงงานลำดับที่ 106 เช่น โรงงานคัดแยก บดอัด หรือฝังกลบสิ่งปฏิกูลและวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว ทั้งประเภทอันตรายและไม่อันตราย
  • โรงานลำดับที่ 106  เช่น โรงงานที่นำของเสียกลับมาแปรรูปเป็นวัตถุดิบ หรือพลังงานใหม่ ได้แก่ โรงงานทำเชื้อเพลิงผสม, โรงงานรีไซเคิลสารทำละลาย หรือโรงงานผลิตบล็อกประสานจากขยะอุตสาหกรรม เป็นต้น

ปัญหาที่โรงงานส่วนใหญ่ต้องเผชิญ?

  • การขาดแคลนบุคลากรที่เป็นผู้ควบคุมมลพิษ ซึ่งการที่จะได้เป็นผู้ควบคุมฯจะต้องมีการสอบและขึ้นทะเบียนถูกต้องกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) และมีประสบการณ์ที่เชี่ยวชาญ ซึ่งโรงงานส่วนใหญ่มักประสบปัญหาการว่าจ้างเข้ามาแต่อาจขาดประสบการณ์ในการแก้ไขปัญหาแบบทันท่วงทีในขณะที่ระบบบำบัดเกิดการทำงานผิดปกติ เช่น เชื้อตายในระบบบำบัดน้ำเสีย หรือ เครื่องดักฝุ่น Scrubber อุดตัน เป็นต้น
  • การจัดทำเอกสารหรือรายงานตามที่กฎหมายกำหนด ที่มีความซับซ้อนในการคำนวณค่าต่างๆ ผ่านระบบการปล่อยมลพิษ ซึ่งอาจทำให้เกิดความล่าช้า 
  • หลายโรงงานพยายามแก้ปัญหาระบบบำบัดหรือการจัดการกากอุตสาหกรรมด้วยตัวเอง โดยขาดหลักวิศวกรรม เช่น ซื้อสารเคมีมาเติมในระบบน้ำเสียที่มากเกินไปซึ่งอาจขาดความเชี่ยวชาญ อาจส่งผลต่อค่ามลพิษยังเกินมาตรฐานเหมือนเดิม
Plant

ผลกระทบที่อาจทำให้โรงงานของคุณต้องหยุดชะงัก!

  • บุคลากรด้านสิ่งแวดล้อมประจำโรงงาน มีกี่ประเภท? ทำการตรวจประเมินภายใน หรือ Internal Audit ซึ่งเป็นการตรวจวัดปริมาณน้ำเสียจริง ภาระ BOD และตรวจสอบกำลังผลิตของ Boiler อย่างสม่ำเสมอ เพื่อประเมินว่าโรงงานกำลังจะก้าวข้ามเส้นเกณฑ์กฎหมายเมื่อใด
  • ส่งเสริมบุคลากรเข้าร่วมอบรม หรือ สนับสนุนให้วิศวกรหรือ จป.วิชาชีพ ในโรงงานเข้าสอบเพื่อรับใบอนุญาตเป็นผู้ควบคุมมลพิษ
  • ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อม ที่มีผู้ควบคุมมลพิษขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และให้ทีมที่ปรึกษาช่วยกำกับ/ดูแล การจัดทำรายงาน ร.ว.1 และ ร.ว.2 ให้ ถือเป็นทางเลือกที่คุ้มค่าและลดความเสี่ยงได้ดีที่สุด
Male Asian

บุคลากรด้านสิ่งแวดล้อมประจำโรงงาน มีกี่ประเภท?

ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมได้แบ่ง “บุคลากรสิ่งแวดล้อมประจำโรงงาน” ออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ๆ ตามหน้าที่ความรับผิดชอบ ดังนี้

  • ผู้จัดการสิ่งแวดล้อม (Environmental Manager)
    มีหน้าที่วางแผนและบริหารจัดการภาพรวมทั้งหมด
  • ผู้ควบคุมระบบบำบัดมลพิษ (Supervisor)
    แยกย่อยเป็น 3 ด้าน ได้แก่ ระบบบำบัดมลพิษน้ำ, ระบบบำบัดมลพิษอากาศ และระบบการจัดการมลพิษกากอุตสาหกรรม
  • ผู้ปฏิบัติงานประจำระบบ (Operator)
    ผู้ที่ทำหน้าที่หน้างานในการเดินระบบบำบัดรายวัน

สนใจติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

Motto 01