5 วิธีเลือกระบบบำบัดน้ำเสียให้เหมาะกับโรงงาน มีอะไรบ้าง?

กากอุตสาหกรรมอันตรายต้องจัดเก็บและกำจัดอย่างถูกต้อง

สรุปสาระสำคัญ

กากอุตสาหกรรมอันตรายประกอบด้วยวัสดุเหลือใช้ สารเคมี น้ำมันหล่อลื่น ตะกอนจากระบบบำบัดน้ำเสีย และบรรจุภัณฑ์ปนเปื้อน การจัดการที่ถูกต้องควรเริ่มต้นจากการสำรวจและจำแนกประเภท คัดแยกตั้งแต่ต้นทาง จัดเก็บในภาชนะที่เหมาะสม และส่งต่อให้ผู้รับกำจัดที่ได้รับอนุญาต เนื่องจากมีข้อปฏิบัติที่กำหนดเอาไว้อย่างชัดเจนคือ ผู้ก่อกำเนิดของเสียต้องรับผิดชอบจนกว่าการกำจัดขยะอันตรายจะเสร็จสมบูรณ์ตามหลักเกณฑ์ เพื่อป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและหลีกเลี่ยงบทลงโทษทางกฎหมายร้ายแรง

Table of Contents

กระบวนการผลิตในภาคอุตสาหกรรมไม่ได้สร้างเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่พร้อมส่งมอบให้ลูกค้าเท่านั้น แต่ยังก่อให้เกิดกากอุตสาหกรรมอันตราย ที่มาจากวัสดุเหลือใช้ ตะกอน สารเคมีใช้แล้ว บรรจุภัณฑ์ปนเปื้อน และของเสียอีกหลายประเภท ซึ่งบางส่วนอาจมีคุณสมบัติไวไฟ กัดกร่อน เป็นพิษ หรือทำปฏิกิริยากับสารอื่นได้ หากจัดเก็บหรือกำจัดขยะอันตรายไม่ถูกวิธี ย่อมสร้างผลกระทบต่อพนักงาน ชุมชน สิ่งแวดล้อม และความต่อเนื่องของธุรกิจ

ดังนั้น กากอุตสาหกรรมอันตรายจึงต้องได้รับการจำแนก ควบคุม และส่งไปจัดการด้วยวิธีที่เหมาะสม สิ่งสำคัญคือ โรงงานไม่ควรมองว่าหน้าที่ของตนสิ้นสุดลงทันทีที่รถขนของเสียออกจากพื้นที่ เนื่องจากหลักเกณฑ์การจัดการกากอุตสาหกรรมของไทยกำหนดให้ผู้ก่อกำเนิดรับผิดชอบของเสียตั้งแต่ต้นทางจนกว่าจะได้รับการจัดการแล้วเสร็จอย่างถูกต้อง

กากอุตสาหกรรมอันตรายมีกี่ประเภท อะไรบ้าง ?

ของเสียที่เกิดจากโรงงานอุตสาหกรรมมีหลากหลายรูปแบบ การทำความเข้าใจว่ากากอุตสาหกรรมอันตรายมีอะไรบ้าง จะช่วยให้สามารถประเมินความเสี่ยงและวางแผนการจัดการได้อย่างเหมาะสม โดยประเภทของเสียที่พบได้บ่อย ได้แก่ 

  • สารเคมีและตัวทำละลายใช้แล้ว
  • น้ำมันหล่อลื่นและน้ำมันใช้แล้ว
  • ตะกอนจากระบบบำบัดน้ำเสีย
  • กากสี หมึกพิมพ์ และสารเคลือบผิว
  • กรด ด่าง และสารกัดกร่อน
  • เศษโลหะและตะกอนที่ปนเปื้อนโลหะหนัก
  • บรรจุภัณฑ์และวัสดุดูดซับที่ปนเปื้อน
  • หลอดไฟ แบตเตอรี่ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

ขยะอันตราย กำจัดอย่างไรให้ถูกวิธี ?

กฎหมายกำหนดให้โรงงานอุตสาหกรรมต้องกำจัดขยะอันตรายและกากอุตสาหกรรมอันตรายอย่างถูกต้องตามมาตรฐาน โดยต้องดำเนินการตามขั้นตอนดังต่อไปนี้ 

  • สำรวจแหล่งกำเนิดของเสียทุกจุด ตรวจสอบกระบวนการผลิตทั้งหมดเพื่อระบุจุดที่เกิดของเสีย
  • จำแนกประเภทและกำหนดรหัสของเสีย อ้างอิงตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมเพื่อระบุรหัสของเสียให้ถูกต้อง
  • คัดแยกของเสียตั้งแต่ต้นทาง ป้องกันการปนเปื้อนข้ามประเภท ซึ่งจะทำให้การกำจัดยุ่งยากและมีต้นทุนสูงขึ้น
  • เลือกภาชนะและพื้นที่จัดเก็บที่เหมาะสม ภาชนะต้องทนทานต่อการกัดกร่อน ปิดมิดชิด และจัดเก็บในพื้นที่ที่มีระบบป้องกันการรั่วไหล
  • ลดปริมาณของเสียก่อนพิจารณากำจัด นำหลักการ 3Rs (Reduce, Reuse, Recycle) มาประยุกต์ใช้ในโรงงาน
  • เลือกวิธีบำบัดหรือกำจัดตามคุณสมบัติของเสีย เช่น การเผาทำลาย การฝังกลบอย่างปลอดภัย หรือการนำกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่
  • ตรวจสอบผู้ขนส่งและผู้รับกำจัด ต้องมีใบอนุญาตที่ถูกต้องและมีศักยภาพในการจัดการของเสียประเภทนั้น ๆ จริง
  • ติดตามของเสียจนจัดการเสร็จสมบูรณ์ ใช้ระบบ Manifest ในการติดตามการขนส่งและการจัดการที่ปลายทาง 

กำจัดกากอุตสาหกรรมแบบผิดกฎหมายมีโทษอย่างไร ?

การละเลยข้อปฏิบัติหรือลักลอบจัดการของเสียอย่างไม่ถูกต้อง นำมาซึ่งความเสี่ยงทางกฎหมายอย่างร้ายแรง

อีกทั้งการนำกากอุตสาหกรรมออกนอกโรงงานโดยไม่ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ รวมถึงการครอบครองของเสียเคมีอันตรายโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือการลักลอบนำกากไปทิ้งและฝังกลบในพื้นที่ที่ไม่ได้รับอนุญาต อาจเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายหลายฉบับ ขึ้นอยู่กับชนิดของเสีย ลักษณะการกระทำ และผลกระทบที่เกิดขึ้น

ตัวอย่างความผิดตามกฎหมาย 

  • กรณีการครอบครองวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 โดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 อาจมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • หากไม่จัดทำรายงานหรือรายงานข้อมูลการจัดการสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้วล่าช้าตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม พ.ศ. 2566 อาจมีโทษปรับสูงสุด 20,000 บาท

ความผิดพลาดที่โรงงานควรหลีกเลี่ยง

เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจลุกลามบานปลาย โรงงานควรระมัดระวังและหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดในการจัดการ ดังนี้

  • ระบุรหัสของเสียโดยไม่ตรวจสอบองค์ประกอบที่แท้จริง
  • นำของเสียอันตรายปะปนกับขยะทั่วไป
  • ใช้ถังที่ไม่เหมาะกับสารเคมี ทำให้เกิดการรั่วไหล
  • ไม่มีฉลากหรือข้อมูลวันที่เริ่มจัดเก็บที่ชัดเจน
  • เลือกผู้รับกำจัดจากราคาต่ำที่สุดโดยไม่ตรวจสอบมาตรฐาน
  • ไม่ตรวจสอบว่าวิธีที่ปลายทางใช้ตรงกับใบอนุญาตหรือไม่
  • ไม่มีเอกสารติดตามของเสียหลังออกจากโรงงาน
  • ไม่ฝึกอบรมพนักงานและผู้รับเหมาที่เกี่ยวข้องให้เข้าใจถึงความเสี่ยง
  • เทสารเคมีหรือน้ำมันลงระบบบำบัดน้ำเสียโดยตรง
การขนย้ายกากอุตสาหกรรมอันตรายต้องดำเนินการอย่างรัดกุม

ตารางเปรียบเทียบการจัดการขยะอุตสาหกรรมทั่วไปและกากอุตสาหกรรมอันตราย

เพื่อให้เห็นภาพความแตกต่างอย่างชัดเจน ตารางด้านล่างนี้แสดงข้อกำหนดเบื้องต้นในการจัดการของเสียทั้งสองประเภท 

ประเภทของกากอุตสาหกรรม

กากอุตสาหกรรมทั่วไป (Non-Hazardous)

กากอุตสาหกรรมอันตราย (Hazardous)

ลักษณะของเสีย

เศษกระดาษ พลาสติก ยาง ไม้ ที่ไม่ปนเปื้อนสารเคมี

สารเคมี น้ำมัน กากตะกอน ภาชนะและบรรจุภัณฑ์ปนเปื้อน กระป๋องสเปร์ยที่ใช้แล้ว แบตเตอรี่เสื่อมสภาพ หลอดไฟเสื่อมสภาพ

การจัดเก็บ

จัดเก็บในพื้นที่มิดชิด ป้องกันการปลิวหรือความชื้น

ต้องเก็บในภาชนะเฉพาะ มีป้ายเตือน และมีระบบรองรับการรั่วไหล (Secondary Containment)

การกำจัด

การฝังกลบทั่วไป รีไซเคิล ทำเชื้อเพลิงทดแทน

การเผาทำลายเฉพาะทาง ฝังกลบแบบปลอดภัย บำบัดทางเคมี

ความรับผิดชอบ

ผู้ก่อกำเนิดต้องแจ้งการนำออกนอกโรงงาน

ผู้ก่อกำเนิดต้องติดตามและรับผิดชอบจนกว่ากระบวนการกำจัดจะเสร็จสิ้นอย่างถูกต้อง

 

ตารางเปรียบเทียบการจัดการขยะอุตสาหกรรมทั่วไปและกากอุตสาหกรรมอันตราย

การจัดการกากอุตสาหกรรมอันตรายควรวางระบบที่มีประสิทธิภาพ ตั้งแต่การจำแนกประเภท การคัดแยก การจัดเก็บ การขนส่ง ไปจนถึงการเลือกวิธีบำบัดหรือกำจัดที่เหมาะสมกับคุณสมบัติของกากแต่ละชนิด เพราะความผิดพลาดเพียงขั้นตอนเดียวอาจนำไปสู่การรั่วไหล อุบัติเหตุ ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น และความเสี่ยงด้านกฎหมายต่อโรงงานได้

สำหรับธุรกิจที่กำลังมองหาผู้เชี่ยวชาญด้านรับกำจัดกากอุตสาหกรรม Siam Environmental Technologies พร้อมให้คำปรึกษาเชิงวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้าใจง่าย โดยทีมงานพร้อมประเมินลักษณะของเสียจากกระบวนการผลิต และให้บริการบริหารจัดการกากของเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม (ลำดับที่ 106 Solid waste) รวมถึงวางแนวทางจัดการให้สอดคล้องกับระบบบำบัดน้ำเสียและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง เพื่อตอบโจทย์เจ้าหน้าที่สิ่งแวดล้อม เจ้าหน้าที่ความปลอดภัย และโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่ EEC อย่างครบวงจร มั่นใจได้กับบริการกำจัดกากอุตสาหกรรมอันตราย ที่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ควบคุมต้นทุน และสนับสนุนการดำเนินธุรกิจอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน

 

 สนใจรับบริการหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

 

ข้อมูลอ้างอิง

  1. เรื่องการกำจัดสิ่งปฏิกูลวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว พ.ศ. 2548 ลงวันที่ 27 ธ.ค. 2548. สืบค้นข้อมูลเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 จาก https://www.diw.go.th/webdiw/wp-content/uploads/2021/07/law-fac-env-27122548-2.pdf.  
  2. แนวปฎิบัติการจัดการของเสียสารเคมีและของเสียอันตรายในห้องปฏิบัติการ. สืบค้นข้อมูลเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 จาก https://res.msu.ac.th/ESPReL/assets/file/7. แนวปฎิบัติการจัดการของเสียสารเคมีและของเสียอันตรายในห้องปฏิบัติการ.pdf   

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับกากอุตสาหกรรมอันตราย (FAQs)

A: ตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม พ.ศ. 2548 ระยะเวลาการจัดเก็บของเสียจะขึ้นอยู่กับปริมาณที่โรงงานก่อกำเนิดขึ้น ดังนี้

  • ผู้ก่อกำเนิดขนาดใหญ่ (ตั้งแต่ 1,000 กิโลกรัมต่อเดือน) สามารถจัดเก็บของเสียไว้ในพื้นที่ตนเองได้ไม่เกิน 90 วัน
  • ผู้ก่อกำเนิดขนาดกลาง (ตั้งแต่ 100 ถึงน้อยกว่า 1,000 กิโลกรัมต่อเดือน) สามารถจัดเก็บของเสียไว้ในพื้นที่ตนเองได้ไม่เกิน 180 วัน
  • ผู้ก่อกำเนิดของเสียอันตรายที่มีพิษเฉียบพลัน (มากกว่า 1 กิโลกรัมต่อเดือน) สามารถจัดเก็บของเสียไว้ในพื้นที่ตนเองได้ไม่เกิน 90 วัน

ทั้งนี้ ก่อนนำของเสียเข้าสู่กระบวนการจัดเก็บ ควรตรวจสอบสภาพภาชนะบรรจุอย่างสม่ำเสมอว่าไม่มีรอยแตกร้าว รั่ว หรือเสื่อมสภาพ

A: กฎหมายไม่ได้ละเว้นตามปริมาณของเสีย ไม่ว่าโรงงานจะมีปริมาณกากอุตสาหกรรมอันตรายมากหรือน้อย ผู้ก่อกำเนิดของเสียมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายในการขออนุญาตนำสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้วออกนอกบริเวณโรงงาน (สก.2) ก่อนทำการขนย้ายทุกครั้ง

A: ระบบ Manifest คือระบบเอกสารกำกับการขนส่งของเสียอันตรายที่ใช้ติดตามเส้นทางของเสีย ตั้งแต่ออกจากโรงงานต้นทาง ระหว่างการขนส่ง ไปจนถึงโรงงานรับกำจัดปลายทาง เพื่อเป็นหลักฐานยืนยันว่าของเสียถูกนำไปกำจัดอย่างถูกต้องตามที่ได้รับอนุญาตและไม่มีการลักลอบทิ้งระหว่างทาง