สรุปสาระสำคัญ
Smart Water Management (การบริหารจัดการน้ำอัจฉริยะ) คือการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี IoT (Internet of Things), เซนเซอร์วัดค่าแบบเรียลไทม์, ระบบวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) และ AI (Artificial Intelligence ) มาควบคุมและบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ โดยช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการส่งน้ำ, ลดการสูญเสียน้ำในระบบอย่างไม่จำเป็น และตรวจจับการรั่วไหลได้อย่างแม่นยำ นอกจากนี้ยังช่วยตรวจสอบความต้องการใช้น้ำในอนาคต คาดการณ์ภัยแล้งหรือน้ำท่วมล่วงหน้า เพื่อการวางแผนบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนทั้งในภาคการเกษตร อุตสาหกรรม และเมืองใหญ่
“น้ำ” คือหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมในปัจจุบัน เพื่อมุ่งสู่การเติบโตในอนาคต แต่การบริหารจัดการน้ำแบบเดิมๆ อาจทำให้น้ำไม่เพียงพออีกต่อไป จึงมีการนำเทคโนโลยี Smart Water Management (การบริหารจัดการน้ำอัจฉริยะ) เข้ามาปรับใช้ ให้กลายเป็นกลยุทธ์สำคัญที่จะช่วยลดต้นทุน ป้องกันภัยแล้ง และสร้างความยั่งยืนให้กับธุรกิจ
Smart Water Management (การบริหารจัดการน้ำชาญฉลาด) คือการนำเทคโนโลยีดิจิทัล เช่น IoT(Internet of Things), AI และเซนเซอร์เรียลไทม์ มาใช้บูรณาการเพื่อตรวจวัดและควบคุมการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดต้นทุน ป้องกันภัยแล้ง และสร้างความสมดุลระหว่างโรงงานกับชุมชน โดยกรมโรงงานอุตสาหกรรมเตรียมกำหนดตัวชี้วัด Water Productivity เป็นเกณฑ์มาตรฐาน รวมถึงสนับสนุนการใช้ Water Footprint วิเคราะห์จุดลดใช้น้ำในกระบวนการผลิต เพื่อขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมไทยสู่ความยั่งยืน
จัดหาน้ำจากแหล่งน้ำอย่างเหมาะสมและยั่งยืน
การจัดหาวัตถุดิบน้ำดิบที่มีเสถียรภาพและไม่กระทบต่อชุมชนรอบข้าง
ใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มผลิตภาพการใช้น้ำในกระบวนการผลิต
การเพิ่มประโยชน์สูงสุดให้กับน้ำทุกหยดภายในโรงงาน (Water Productivity)
บำบัดน้ำเสียให้ได้มาตรฐานฯ ก่อนปล่อยออกสู่แหล่งน้ำ
การควบคุมคุณภาพน้ำทิ้งอย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันปัญหามลพิษทางน้ำ
ปล่อยน้ำคืนสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ
นำน้ำกลับมาใช้ซ้ำในกระบวนการผลิต หรือกิจกรรมอื่นๆ
การหมุนเวียนน้ำภายในภาคอุตสาหกรรมเพื่อลดการดึงน้ำใหม่มาใช้
น้ำ คือปัจจัยสำคัญสำหรับภาคอุตสาหกรรม ดังนั้นการจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพจะช่วยลดต้นทุนการผลิต ลดความเสี่ยงจากการขาดแคลนน้ำหรือภัยแล้ง และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับชุมชน อีกทั้งยังช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย โดยมีแนวทางที่ให้ความสำคัญ ดังนี้ คือ
กรมโรงงานอุตสาหกรรมเตรียมพัฒนา “ตัวชี้วัดผลิตภาพการใช้น้ำ” เพื่อเป็นเกณฑ์มาตรฐานของแต่ละอุตสาหกรรม สำหรับการใช้น้ำในภาคอุตสาหกรรม ยกตัวอย่าง ในปี 2007 มีปริมาณการใช้น้ำ 1 ลบ.ม. ในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจในภาคอุตสาหกรรมเท่ากับ 51.2 ดอลลาร์สหรัฐ จัดอยู่ในลำดับที่ 63 ในระดับโลก (ค่าเฉลี่ยโลกเท่ากับ 169.1 ดอลลาร์สหรัฐต่อน้ำ 1 ลบ.ม.) และอยู่ในลำดับที่ 8 ในระดับเอเชีย (ค่าเฉลี่ยเอเชียเท่ากับ 69.5 ดอลลาร์สหรัฐต่อน้ำ 1 ลบ.ม.) เมื่อเทียบกับประเทศอาเซียน ประเทศไทยมีค่าที่สูงกว่ามาเลเซีย (41.8 ดอลลาร์สหรัฐต่อปริมาณน้ำ 1 ลบ.ม.) และเวียดนาม (1.56 ดอลลาร์สหรัฐต่อปริมาณน้ำ 1 ลบ.ม.) ทั้งนี้ประเทศอินโดนีเซียมีผลิตภาพของการใช้น้ำในภาคอุตสาหกรรมสูงสุด (292.3 ดอลลาร์สหรัฐ)
ประเมินรอยเท้าการใช้น้ำเพื่อวิเคราะห์และลดการใช้น้ำในกระบวนการผลิต เพื่อวิเคราะห์ว่ากระบวนการผลิตนั้น ใช้น้ำมากน้อยเพียงใด ดำเนินการค้นหาจุดที่สามารถลดการใช้น้ำ และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรได้อย่างตรงจุด
การบริหารจัดการน้ำอย่างชาญฉลาดคือกลไกที่จะช่วยขับเคลื่อนทั้งสังคมและภาคอุตสาหกรรมไทยให้เติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน บริษัท สยามเอ็นไวรอนเมนทอลเทคโนโลยี่ จำกัด (มหาชน) พร้อมเป็นพันธมิตรเคียงข้างภาคอุตสาหกรรม ด้วยประสบการณ์กว่า 30 ปี ในการให้บริการบำบัดน้ำเสียแบบครบวงจร บริการตรวจวัดคุณภาพ-ให้คำปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อม และออกแบบระบบบำบัดน้ำดี-น้ำเสียด้วยนวัตกรรมที่ทันสมัย
สนใจรับบริการหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
ช่วยลดต้นทุนผ่าน 4 ปัจจัยหลัก ได้แก่
สามารถเริ่มต้นเปลี่ยนผ่านทีละขั้นตอนได้ ดังนี้
120/88 หมู่ 6 ถ.เทพารักษ์ ต.บางเมือง อ.เมืองสมุทรปราการ จ.สมุทรปราการ 10270
โทรศัพท์ : 02-385-1151
จันทร์ – ศุกร์ : 09.00 – 18.00 น.
60 หมู่ 3 ต.มาบยางพร อ.ปลวกแดง จ.ระยอง 21140
โทรศัพท์ : 038-015-095
จันทร์ – ศุกร์ : 08.00 – 17.00 น.
(เสาร์เว้นเสาร์)
Copyright © Siam Environmental Technologies Co., Ltd.