MBR vs SBR สรุปความต่าง และวิธีเลือกใช้ระบบบำบัดน้ำเสียให้เหมาะกับโรงงานคุณ

Web

แม้เทคโนโลยี MBR และ SBR จะมีความคล้ายคลึงกัน (ทั้งสองเป็นรูปแบบหนึ่งของระบบสลัดจ์เร่ง หรือ Activated Sludge) แต่มีความแตกต่างพื้นฐานอย่างหนึ่ง คือ วิธีการแยกตะกอน ออกจากน้ำเสีย

  • SBR (Sequencing Batch Reactor) พึ่งพาการตกตะกอนด้วยแรงโน้มถ่วง 
  • MBR (Membrane Bioreactor) ใช้เยื่อกรองในการแยกตะกอน

หลักการทำงานของระบบ SBR และ MBR

ระบบบำบัดทั้ง 2 ระบบนี้ เป็นส่วนหนึ่งของวิธีการบำบัดแบบตะกอนเร่ง โดยใช้จุลินทรีย์ที่ใช้อากาศในการย่อยสลายสารอินทรีย์และของเสียที่ปนอยู่ในน้ำ โดยมีการเติมอากาศเข้าไปถังบำบัด เพื่อให้จุลินทรีย์ทำงานได้ดีขึ้น ของเสียจะถูกย่อยจนกลายเป็นตะกอนและน้ำสะอาด 

ระบบเอสบีอาร์ (SBR หรือ Sequencing Batch Reactor) 

ลำดับการทำงานของ SBR โดยทั่วไปมี 5 ช่วงหลัก

  1. การเติมน้ำเสีย น้ำเสียไหลเข้าสู่ถัง อาจเติมอากาศหรือไม่เติมอากาศขึ้นอยู่กับเป้าหมายการกำจัดสารอาหาร
  2. การทำปฏิกิริยา เติมอากาศให้จุลินทรีย์ย่อยสลาย BOD/COD และเปลี่ยนรูปไนโตรเจน
  3. ตกตะกอน หยุดเติมอากาศและปล่อยให้ตะกอนจุลินทรีย์ตกลงก้นถัง
  4. ระบายน้ำใส ระบายน้ำส่วนบนที่ผ่านการบำบัดแล้วออกจากถัง โดยไม่กวนตะกอนด้านล่าง
  5. พักหรือเตรียมรอบใหม่ อาจใช้สำหรับระบายตะกอนหรือรอเริ่มรอบถัดไป

ทั้ง 5 ขั้นตอนนี้เป็นลักษณะพื้นฐานของ SBR และสามารถปรับช่วงเวลาให้เหมาะกับลักษณะน้ำเสียและค่ามาตรฐานน้ำทิ้งได้

ระบบปฏิกรณ์ชีวภาพเมมเบรน (MBR หรือ Membrane Bioreactor)  

ระบบ MBR (Membrane Bioreactor) หรือระบบปฏิกรณ์ชีวภาพแบบเยื่อแผ่น เป็นเทคโนโลยีการบำบัดน้ำเสียที่ผสานรวม ระบบบำบัดทางชีวภาพ (Biological Treatment) เข้ากับ ระบบกรองด้วยเยื่อแผ่น (Membrane Filtration) โดยนำมาใช้ทดแทนถังตกตะกอน (Secondary Clarifier) ในระบบ Conventional Activated Sludge (CAS) แบบดั้งเดิม 

Biological Degradation (ย่อยสลายด้วยจุลินทรีย์)

  • น้ำเสียผ่านเข้าสู่ถังเติมอากาศ (Bioreactor) เพื่อให้จุลินทรีย์แบบใช้ออกซิเจนย่อยสลายสารอินทรีย์ (BOD/COD), ไนโตรเจน, และฟอสฟอรัส
  • ระบบ MBR สามารถรักษาความเข้มข้นของตะกอนจุลินทรีย์ (MLSS) ได้สูงถึง 8,000 – 12,000 mg/L (ขณะที่ระบบทั่วไปทำได้ประมาณ 2,000 – 4,000 mg/L) ทำให้ย่อยสลายสิ่งสกปรกได้มีประสิทธิภาพสูงกว่า

Membrane Separation (การแยกน้ำด้วยเยื่อแผ่น)

1.น้ำเสียที่ผ่านการย่อยสลายจะถูกดูดผ่านเยื่อแผ่นกรอง (ส่วนใหญ่เป็นระดับ Microfiltration หรือ Ultrafiltration ที่มีขนาดรูพรุนประมาณ 0.01 – 0.4 ไมครอน)

2.เยื่อแผ่นจะกักเก็บจุลินทรีย์ ตะกอนแขวนลอย แบคทีเรีย และไวรัสไว้ในถังเติมอากาศ ขณะที่น้ำใส (Permeate) จะถูกดูดผ่านออกไปใช้งานต่อหรือปล่อยออกสู่ภายนอก

Watermarked Img 14462206230829038218 Copy

การใช้พื้นที่ในการติดตั้งระบบ

ระบบ MBR สามารถทำงานได้ที่ความเข้มข้นของมวลชีวภาพ (MLSS) สูงถึง 12,000 mg/l ขณะที่ระบบ SBR ทั่วไปทำงานได้ในช่วง 3,000 mg/l

  • ความแตกต่างนี้ทำให้ MBR ใช้ถังบำบัดขนาดเล็กกว่ามาก ส่งผลให้ขนาดพื้นที่รวมของโรงบำบัด MBR เล็กกว่าระบบ SBR ถึง 50 – 70%
  • ระบบ SBR ไม่สามารถทำงานที่ความเข้มข้นมวลชีวภาพสูงเกิน 6,000 – 8,000 mg/l ได้ เนื่องจากสลัดจ์จะสูญเสียความสามารถในการตกตะกอนแยกชั้น ในขณะที่ระบบ MBR ไม่มีปัญหานี้เพราะใช้เยื่อกรองในการแยก

การปรียบเทียบการใช้พื้นที่ 

หัวข้อ

ระบบ MBR

ระบบ SBR

ขนาดพื้นที่ในการติดตั้ง

เล็กมาก (ประหยัดพื้นที่ 50–70%)

ปานกลาง – ใหญ่

ค่า MLSS ในระบบ

8,000 – 12,000 mg/L

2,000 – 4,000 mg/L

ความหนาแน่นและปริมาตรถัง

ถังเติมอากาศมีขนาดเล็ก ไม่ต้องมีถังตกตะกอน

ต้องใช้ปริมาตรถังขนาดใหญ่รองรับช่วงพักตกตะกอน (Settle Phase)

การใช้พื้นที่ในการติดตั้งระบบ

MBR ผลิตสลัดจ์ส่วนเกินน้อยกว่า SBR เนื่องจาก MBR สามารถเดินระบบที่ระยะเวลาเก็บกักสลัดจ์ (SRT) ยาวนานกว่ามาก ในขณะที่ SBR ไม่สามารถทำได้เพราะกระทบต่อการตกตะกอนของสลัดจ์

ค่าใช้จ่ายในการเดินระบบ

ระบบ MBR มีค่าใช้จ่ายในการเดินระบบ (OPEX) สูงกว่าระบบ SBR โดยมีสาเหตุหลักมาจากพลังงานที่ใช้ในการล้างเมมเบรนและค่าบำรุงรักษาอุปกรณ์ 

สรุปเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายการเดินระบบ (OPEX)

รายการค่าใช้จ่าย

ระบบ MBR

ระบบ SBR

ค่าไฟฟ้า

สูง (ใช้ Blower เป่าทำความสะอาดหน้าเมมเบรน + ปั๊มดูดแรงดัน)

ปานกลาง (ใช้พลังงานหลักเฉพาะช่วงเติมอากาศ/กวน)

สารเคมี

สูงกว่า (ต้องใช้ NaOCl / Acid ล้างเมมเบรนตามรอบ CiP)

ต่ำ (ใช้ปรับ pH หรือเติมสารสร้างตะกอนกรณีจำเป็น)

การเปลี่ยนอะไหล่/เสื่อมสภาพ

สูง (ต้องเปลี่ยนชุดเมมเบรนทุก 5–8 ปี)

ต่ำ (เปลี่ยนอะไหล่อุปกรณ์เครื่องกลทั่วไปตามระยะ)

ความยากง่ายในการดูแลซ่อมแซมระบบ

การเปรียบเทียบความยากง่ายในการบำรุงรักษา

หัวข้อการบำรุงรักษา

ระบบ MBR

ระบบ SBR

ปัญหาหลักที่พบบ่อย

เมมเบรนอุดตัน (Membrane Fouling) และแรงดันดูดตก

ตะกอนไม่ตก/ตะกอนลอย (Bulking Sludge) และ Decanter ขัดข้อง

การใช้สารเคมีในระบบ

ต้องทำ CIP (Clean-in-Place) ด้วยเคมีล้างเมมเบรนทุก 1–3 เดือน

ไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมีเป็นประจำ

การซ่อมใหญ่ / เปลี่ยนอะไหล่

เปลี่ยน Module เมมเบรนยกชุดเมื่อหมดอายุ (ยุ่งยากและราคาสูง)

ซ่อมหรือเปลี่ยนปั๊ม/เครื่องเติมอากาศ/ชุด Decanter ตามรอบทั่วไป

งานดูแลประจำวัน/สัปดาห์

ตรวจสอบแรงดัน TMP, อัตราการไหล, และรอบการล้าง Backwash

ตรวจสอบค่า SV30, รอบการทำงาน Batch Cycle, และปรับระยะการ Decant

สรุปการเลือกใช้ระบบบำบัดน้ำเสียให้เมาะสมกับโรงงานของผู้ประกอบการ

ระบบ MBR

  • มีพื้นที่จำกัด
  • ต้องการน้ำทิ้งใสและ TSS ต่ำมาก
  • ต้องการนำน้ำกลับมาใช้ซ้ำ
  • น้ำเสียมีข้อกำหนดด้านคุณภาพสูง
  • สามารถรับค่าไฟฟ้าและค่าบำรุงรักษาที่สูงขึ้นได้
  • มีบุคลากรหรือผู้รับเหมาที่ดูแลเมมเบรนได้

ระบบ MBR 

  • ต้องการระบบที่ต้นทุนไม่สูงมาก
  • ปริมาณน้ำเสียมีความผันผวนหรือน้ำเสียเกิดเป็นช่วงเวลา
  • มีพื้นที่ติดตั้งเพียงพอ
  • ต้องการควบคุมช่วง aerobic, anoxic และ anaerobic เพื่อกำจัดสารอาหาร
  • ยอมรับได้ว่าน้ำทิ้งอาจต้องผ่านการกรองและฆ่าเชื้อเพิ่มเติมก่อนนำกลับมาใช้

พร้อมให้คำปรึกษาและออกแบบระบบบำบัดน้ำเสียครบวงจร

โดยทีมวิศวกรผู้เชี่ยวชาญจาก บริษัท สยามเอ็นไวรอนเมนเทอลเทคโนโลยี่ จำกัด (มหาชน)

สนใจติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม 

  • Email: mkt@siamentech.com
  • LINE: @sen_official
  • Tel: 061-059-5995