Oil & Grease / TKN พุ่งสูงเกินมาตรฐาน
มาตรฐานน้ำทิ้ง กำหนดค่าไขมัน O&G (Oil & Grease) หรือ FOG (Fats, Oils, and Grease) ไว้สำหรับโรงงานที่อยู่นอกนิคมอุตสาหกรรมกำหนดไว้ 5 ppm และสำหรับโรงงานในนิคมอุตสากรรมกำหนดไว้ ไม่เกิน 10 ppm (หรือตามหลักเกณฑ์ของแต่ละนิคมฯ) รวมไปถึงค่า TKN (Total Kjeldahl Nitrogen) ให้อยู่ในระดับมาตรฐานเป็นการลดปัญหาน้ำเน่าเสีย จะต้องไม่เกิน 100 – 200 mg/L) ขึ้นอยู่กับประเภทของอาคาร โรงงาน หรือ ข้อกำหนดของแต่ละนิคมอุตสาหกรรม ทั้งนี้ ผู้ประกอบการต้องรับผิดชอบในการตรวจสอบและบำรุงรักษาระบบบำบัดน้ำเสียเบื้องต้นอย่างสม่ำเสมอ เพื่อควบคุมค่าไขมันและไนโตรเจนให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานก่อนระบายออกสู่ส่วนกลาง หรือ ตามเกณฑ์มาตรฐานน้ำทิ้งที่ได้รับอนุญาติไว้ ซึ่งจะช่วยลดภาระการทำงานของระบบบำบัดหลัก ป้องกันการสะสมของมลพิษในแหล่งน้ำธรรมชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ และรักษาสิ่งแวดล้อม
น้ำมันและไขมัน (Oil and Grease) ปนเปื้อนในน้ำเสียมีที่มาได้ทั้งจากร้านอาหารหรืออุตสาหกรรมแปรรูปอาหารซึ่งย่อยสลายโดยแบคทีเรียได้ยากก่อให้เกิดปัญหาน้ำมันและไขมันปล่อยออกสู่สิ่งแวดล้อมเป็นจำนวนมากเกิดการอุดตันในเส้นท่อ รบกวนการทำงานของระบบบำบัดน้ำเสียและอาจปนเปื้อนสู่ดินและแหล่งน้ำผิวดินโดยตรงขวางกั้นการซึมผ่านของออกซิเจนจากอากาศลงสู่แหล่งน้ำส่งผลให้เกิดปัญหาน้ำเน่าเสียตามมา (Total Keldahl Nitrogen : TKN) คือ แอมโมเนียไนโตรเจน + ออร์แกนิกไนโตรเจน
แอมโมเนียไนโตรเจน (Ammonia-N) คือไนโตรเจนที่อยู่ในรูป NH₃ หรือ NH₄⁺ ซึ่งปลดปล่อยออกมาเป็นอิสระแล้ว มาจากการย่อยสลายของโปรตีนและยูเรียในน้ำเสีย
ออร์แกนิกไนโตรเจน (Organic-N) คือไนโตรเจนที่ยังซ่อนอยู่ในโครงสร้างของสารอินทรีย์ เช่น โปรตีน กรดอะมิโน ยูเรีย และ Polypeptide ยังไม่ถูกย่อยสลาย แต่จะค่อย ๆ กลายเป็นแอมโมเนียในที่สุด
TKN ไม่รวม ไนเทรต (NO₃⁻) และไนไทรต์ (NO₂⁻) เพราะทั้งสองรูปแบบนี้ผ่านกระบวนการออกซิไดซ์แล้ว ต้องวัดแยกต่างหาก
ไนโตรเจนในน้ำเสียที่พบ คือ แอมโมเนีย (NH3) ได้แก่ NH3 หรือ NK4+, สารอินทรีย์ไนโตรเจน (Organic nitrogen) ได้แก่ยูเรีย กรดอมิโน ถัวเหลือง มูลสัตว์, ไนไทรต์ (Nitrite) ได้แก่ NO2, ไนเทรต (Nitrate) ได้แก่ NO3 –
น้ำเสียโดยทั่วไปจะพบไนโตรเจนที่อยู่ในรูปของอินทรีย์ไนโตรเจนเป็นส่วนมากเนื่องจากการปล่อยน้ำเสียของโรงงาอุตสาหกรรมที่มีการแปรรูปอาหาร ประเภทโปรตีน โรงงานอุตสาหกรรมทอผ้า เกษตรกรรมจากการใช้ปุ๋ยจากสารเคมี น้ำเสียชุมชนที่มีการปนเปื้อนของปัสสาวะจะมีบางส่วนที่จะเป็นไนโตรเจนที่อยู่ในรูปของแอมโมเนีย และยังสามารถ พบไนโตรเจนในรูปแบบไนไทรต์ ในเทรต ได้อีกเพียงเล็กน้อย
ค่าปรับและค่าบำบัดส่วนเพิ่ม หากระบายออกสู่สาธารณะหรือนิคมอุตสาหกรรม จะต้องเผชิญกับค่าปรับรายวัน หรือค่าบริการบำบัดน้ำเสียส่วนเกิน เมื่อระบบไม่มีประสิทธิภาพ เรามักจะแก้ปัญหาด้วยการเติมอากาศ หรืออัดสารเคมีเกินความจำเป็น ซึ่งเป็นการแก้ที่ปลายเหตุและสิ้นเปลืองงบประมาณ
ระบบขาดออกซิเจน: จุลินทรีย์แย่งออกซิเจนไปใช้ย่อยไนโตรเจน จนไม่เหลือไปย่อยสลายสารอินทรีย์อื่น ๆ (ทำให้ค่า BOD ในน้ำทิ้งสูงตาม)
ระบบล่มจากความเป็นพิษ: แอมโมเนียที่สูงเกินไปจะกลายเป็นพิษ และทำให้ปฏิกิริยาในน้ำเป็นกรด จุลินทรีย์ในระบบจึงตายหรือหยุดทำงาน
ตะกอนลอยน้ำทิ้งขุ่น: เกิดก๊าซไนโตรเจนไปดันให้ตะกอนจุลินทรีย์ลอยขึ้นมาเหนือน้ำและหลุดลอยไปกับน้ำทิ้ง
แหล่งน้ำเน่าเสีย (Algal Bloom): ไนโตรเจนที่หลุดออกไปจะกลายเป็นปุ๋ยเร่งให้สาหร่ายโตอย่างรวดเร็ว จนแย่งออกซิเจนในแหล่งน้ำธรรมชาติ ทำให้น้ำเน่าและสัตว์น้ำตาย
ภาระระบบสูงเกิน: แอมโมเนียและไนโตรเจนเป็นสารอาหารที่จุลินทรีย์ต้องใช้ แต่ถ้ามีมากเกินไปจะทำให้จุลินทรีย์ทำงานหนักเกินไป ย่อยสลายสารอินทรีย์ได้ไม่สมบูรณ์
แอมโมเนียเป็นพิษต่อจุลินทรีย์: ในระบบบำบัดแบบชีวภาพ หากแอมโมเนียในน้ำมีความเข้มข้นสูง (อิสระเกิน 5 มิลลิกรัม/ลิตร) จะเป็นพิษ ยับยั้งการเจริญเติบโต และฆ่าแบคทีเรียที่ช่วยย่อยสลายของเสียในระบบได้
ภาวะขาดออกซิเจนในน้ำ: ไนโตรเจนส่วนเกินเมื่อปล่อยลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติจะทำให้สาหร่ายและพืชน้ำเจริญเติบโตอย่ารวดเร็ว (Eutrophication หรือ แพลงก์ตอนบลูม) เมื่อพืชน้ำตายลงไป แบคทีเรียจะใช้ออกซิเจนในน้ำเพื่อย่อยสลาย ส่งผลให้ค่าออกซิเจนละลายน้ำ (DO) ลดลงอย่างรวดเร็ว จนสัตว์น้ำตายในเวลาต่อมา ซึ่งจะเป็นสาเหตุของกลิ่นเหม็นที่มาจากการเน่าเสียของซากสัตว์ และซากพืชน้ำเหล่านั้นด้วย
ระบบนิเวศจะเสียสมดุล สิ่งมีชีวิตดั้งเดิมในน้ำจะหายไป และถูกแทนทีด้วยเชื้อโรคหรือแบคทีเรียที่ทนทานต่อสภาพน้ำเน่าเสีย
ค่า TKN (Total Kjeldahl Nitrogen) หรือไนโตรเจนรวม เป็นดัชนีชี้วัดมลพิษทางน้ำ โดยค่ามาตรฐานตามกฎหมายจะแตกต่างกันไปตามแหล่งที่มาของน้ำทิ้ง
1. การดักแยกทางกายภาพ ณ แหล่งกำเนิด (Physical Separation)
2. การแยกไขมันด้วยระบบเติมอากาศละลาย (Dissolved Air Flotation: DAF)
ในกรณีที่น้ำมันและไขมันมีปริมาณมาก หรือแตกตัวเป็นอนุญาตขนาดเล็ก (Dispersed Oil) การใช้ถังพักธรรมดาจะไม่เพียงพอ ระบบ DAF คือคำตอบที่ได้ผลดีที่สุดในภาคอุตสาหกรรม
หากมีไขมันหลุดรอดเข้ามาในระบบบำบัดน้ำเสียส่วนกลาง (เช่น ระบบตะกอนเร่ง – Activated Sludge) ไขมันจะเข้าไปเคลือบผิวของจุลินทรีย์ ทำให้จุลินทรีย์ขาดออกซิเจน และเกิดปัญหา “ตะกอนลอย” (Sludge Bulking / Nocardia foaming)
4. การใช้สารเคมีตัดสารอีมัลชัน (Chemical Demulsification)
สำหรับน้ำเสียจากกระบวนการผลิตที่มีการใช้สารลดแรงตึงผิว (Surfactants) หรือน้ำมันหล่อเย็น (Cutting Oil) น้ำมันจะรวมตัวกับน้ำเป็นเนื้อเดียวกัน (Emulsion) ไม่ยอมลอยตัว
ค่า TKN คือผลรวมของไนโตรเจนในรูปแอมโมเนียและสารอินทรีย์ไนโตรเจน ซึ่งมักมาจากการย่อยสลายของโปรตีนและไขมัน
1. ลดปริมาณต้นทาง: หลีกเลี่ยงการปล่อยสารเคมีทำความสะอาดที่มีไนโตรเจนสูงลงสู่ระบบบำบัดน้ำเสียโดยตรง
2. เพิ่มออกซิเจนในระบบ: ปัญหานี้มักเกิดจากระบบขาดออกซิเจนในการเปลี่ยนแอมโมเนีย (Nitrification) ต้องตรวจดูหัวกระจายอากาศ (Diffuser) และเครื่องเติมอากาศ (Aerator) ว่าทำงานเต็มประสิทธิภาพหรือไม่ ค่า DO (Dissolved Oxygen) ควรอยู่ที่ระดับ (2 – 4 \ mg/L\)
3. ควบคุมค่า pH: กระบวนการเปลี่ยนแอมโมเนียต้องอาศัยสภาพแวดล้อมที่เป็นด่างเล็กน้อย โดยค่า \(pH\) ควรอยู่ระหว่าง \(6.5 – 8.0\) เพื่อให้จุลินทรีย์ทำงานได้ดีที่สุด
4. ตรวจสอบ C:N Ratio: กระบวนการบำบัดทางชีวภาพต้องการอัตราส่วน BOD:N:P ประมาณ 100:5:1 ถ้าน้ำเสียมีไนโตรเจนสูงแต่คาร์บอนต่ำ จุลินทรีย์จะไม่สามารถบำบัดได้ครบ ต้องพิจารณาเติมแหล่งคาร์บอน (Carbon Source) เช่น กากน้ำตาล หรือ กลูโคส เพื่อปรับสมดุล
การดูแลระบบบำบัดน้ำเสียแบบองค์รวม
วิธีการบำบัดแบบชีวภาพ (Biological Treatment) ในน้ำเสียจะมีจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ และสามารถกำจัดสาร มลพิษได้โดยธรรมชาติ โดยต้องมีปริมาณของจุลินทรีย์ที่เพียงพอต่อการย่อยสลาย เพราะหากพบจุลินทรีย์มีปริมาณมากเกินไปก็อาจจะทำให้แหล่งน้ำนั้นๆขาด ออกซิเจนได้ หรือถ้าหากว่ามีน้อยเกินไปก็จะไม่สามารถบำบัดค่าความสกปรกได้อย่างเพียงพอ
สนใจติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
Copyright © Siam Environmental Technologies Co., Ltd.