Smart Water Management คืออะไร?

เว็บ (1)

สรุปสาระสำคัญ

Smart Water Management (การบริหารจัดการน้ำอัจฉริยะ) คือการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี IoT (Internet of Things), เซนเซอร์วัดค่าแบบเรียลไทม์, ระบบวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) และ AI (Artificial Intelligence ) มาควบคุมและบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ โดยช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการส่งน้ำ, ลดการสูญเสียน้ำในระบบอย่างไม่จำเป็น และตรวจจับการรั่วไหลได้อย่างแม่นยำ นอกจากนี้ยังช่วยตรวจสอบความต้องการใช้น้ำในอนาคต คาดการณ์ภัยแล้งหรือน้ำท่วมล่วงหน้า เพื่อการวางแผนบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนทั้งในภาคการเกษตร อุตสาหกรรม และเมืองใหญ่ 

Table of Contents

“น้ำ” คือหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมในปัจจุบัน เพื่อมุ่งสู่การเติบโตในอนาคต แต่การบริหารจัดการน้ำแบบเดิมๆ อาจทำให้น้ำไม่เพียงพออีกต่อไป จึงมีการนำเทคโนโลยี Smart Water Management (การบริหารจัดการน้ำอัจฉริยะ) เข้ามาปรับใช้ ให้กลายเป็นกลยุทธ์สำคัญที่จะช่วยลดต้นทุน ป้องกันภัยแล้ง และสร้างความยั่งยืนให้กับธุรกิจ

ทำความเข้าใจเกี่ยวกับ Smart Water Management ?

Smart Water Management (การบริหารจัดการน้ำชาญฉลาด) คือการนำเทคโนโลยีดิจิทัล เช่น IoT(Internet of Things), AI และเซนเซอร์เรียลไทม์ มาใช้บูรณาการเพื่อตรวจวัดและควบคุมการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดต้นทุน ป้องกันภัยแล้ง และสร้างความสมดุลระหว่างโรงงานกับชุมชน โดยกรมโรงงานอุตสาหกรรมเตรียมกำหนดตัวชี้วัด Water Productivity เป็นเกณฑ์มาตรฐาน รวมถึงสนับสนุนการใช้ Water Footprint วิเคราะห์จุดลดใช้น้ำในกระบวนการผลิต เพื่อขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมไทยสู่ความยั่งยืน

การบริหารจัดการน้ำอัจฉริยะ เพื่อความยั่งยืนสำหรับภาคอุตสาหกรรม

จัดหาน้ำจากแหล่งน้ำอย่างเหมาะสมและยั่งยืน

การจัดหาวัตถุดิบน้ำดิบที่มีเสถียรภาพและไม่กระทบต่อชุมชนรอบข้าง

  • การกระจายแหล่งน้ำดิบ ลดการใช้น้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติเพียงแห่งเดียว โดยผสมผสานการใช้น้ำจากแหล่งอื่นๆควบคู่ไปด้วยกัน เช่น น้ำจากอ่างเก็บน้ำ น้ำใต้ดิน การสูบน้ำข้ามลุ่มน้ำ รวมถึงเทคโนโลยีการผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเล สำหรับนิคมฯ ในพื้นที่ชายฝั่ง ฯลฯ
  • ระบบคาดการณ์และบริหารอ่างเก็บน้ำ ใช้เทคโนโลยี SCADA และระบบตรวจวัดระดับน้ำทางไกล ร่วมกับข้อมูลอุตุนิยมวิทยา เพื่อประเมินความเสี่ยงภัยแล้งล่วงหน้า และวางแผนการสูบจัดเก็บน้ำได้อย่างทันท่วงที

ใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มผลิตภาพการใช้น้ำในกระบวนการผลิต

การเพิ่มประโยชน์สูงสุดให้กับน้ำทุกหยดภายในโรงงาน (Water Productivity)

  • หลักการ 3Rs (Reduce, Reuse, Recycle)  เพื่อบริหารจัดการน้ำให้ยั่งยืน
  • การตรวจจับน้ำรั่วไหลโดยใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะ การติดตั้ง IoT Sensors และ Smart Water Meter เพื่อตรวจจับความผิดปกติของแรงดันและการไหลของน้ำในท่อ ส่งข้อมูลแจ้งเตือนทันทีเมื่อเกิดการรั่วซึม ช่วยลดน้ำสูญเสียในระบบ (Non-Revenue Water) 
+logo

บำบัดน้ำเสียให้ได้มาตรฐานฯ ก่อนปล่อยออกสู่แหล่งน้ำ 

การควบคุมคุณภาพน้ำทิ้งอย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันปัญหามลพิษทางน้ำ

  • ระบบบำบัดน้ำเสียส่วนกลาง เพื่อรองรับน้ำเสียจากโรงงานต่างๆ ก่อนปล่อยสู่ธรรมชาติหรือนำเข้าระบบ Water Reclaimation
  • การเฝ้าระวังคุณภาพน้ำแบบ Real-time (BOD/COD Online Monitoring) การติดตั้งเครื่องตรวจวัดค่าดัชนีมลพิษทางน้ำ (เช่น BOD, COD, pH, TSS) ที่จุดปล่อยน้ำทิ้งของโรงงานและนิคมฯ ซึ่งเชื่อมโยงข้อมูลตรงไปยังศูนย์ควบคุมของ กนอ. เพื่อความโปร่งใสและแก้ไขปัญหาได้ทันทีหากมีค่าเกินมาตรฐาน

ปล่อยน้ำคืนสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ

  • การคืนน้ำสะอาดกลับสู่สิ่งแวดล้อม น้ำเสียต้องผ่านระบบบำบัดก่อนปล่อยสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ
  • การฟื้นฟูระบบนิเวศแหล่งน้ำ คุณภาพน้ำที่ปล่อยคืนสู่ธรรมชาติจะต้องผ่านเกณฑ์มาตรฐานฯ อย่างเคร่งครัด ไม่กระทบต่อวงจรชีวิตสัตว์น้ำและวิถีชีวิตของชุมชนท้ายน้ำ

นำน้ำกลับมาใช้ซ้ำในกระบวนการผลิต หรือกิจกรรมอื่นๆ

การหมุนเวียนน้ำภายในภาคอุตสาหกรรมเพื่อลดการดึงน้ำใหม่มาใช้

  • การนำน้ำรีไซเคิลมาใช้ เป็นกระบวนการนำน้ำเสียที่ผ่านการใช้งานแล้วจากโรงงานอุตสาหกรรม เข้าสู่กระบวนการบำบัดและปรับปรุงคุณภาพขั้นสูง เพื่อให้น้ำมีความสะอาด ปลอดภัย และมีมาตรฐานเหมาะสมที่จะนำกลับมาใช้ประโยชน์ซ้ำในวัตถุประสงค์ต่างๆ 
  • นิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ การแลกเปลี่ยนน้ำระหว่างโรงงาน โดยโรงงานหนึ่งสามารถนำน้ำทิ้งที่ผ่านการบำบัดเบื้องต้นจากอีกโรงงานมาใช้ประโยชน์ต่อในกระบวนการที่ไม่ต้องการความบริสุทธิ์สูง 

ตัวชี้วัดประสิทธิภาพการใช้น้ำในภาคอุตสาหกรรม

น้ำ คือปัจจัยสำคัญสำหรับภาคอุตสาหกรรม ดังนั้นการจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพจะช่วยลดต้นทุนการผลิต ลดความเสี่ยงจากการขาดแคลนน้ำหรือภัยแล้ง และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับชุมชน อีกทั้งยังช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย โดยมีแนวทางที่ให้ความสำคัญ ดังนี้ คือ

  • ผลิตภาพของการใช้น้ำ (Water Productivity)

กรมโรงงานอุตสาหกรรมเตรียมพัฒนา “ตัวชี้วัดผลิตภาพการใช้น้ำ” เพื่อเป็นเกณฑ์มาตรฐานของแต่ละอุตสาหกรรม สำหรับการใช้น้ำในภาคอุตสาหกรรม ยกตัวอย่าง ในปี 2007 มีปริมาณการใช้น้ำ 1 ลบ.ม. ในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจในภาคอุตสาหกรรมเท่ากับ 51.2 ดอลลาร์สหรัฐ จัดอยู่ในลำดับที่ 63 ในระดับโลก (ค่าเฉลี่ยโลกเท่ากับ 169.1 ดอลลาร์สหรัฐต่อน้ำ 1 ลบ.ม.) และอยู่ในลำดับที่ 8 ในระดับเอเชีย (ค่าเฉลี่ยเอเชียเท่ากับ 69.5 ดอลลาร์สหรัฐต่อน้ำ 1 ลบ.ม.) เมื่อเทียบกับประเทศอาเซียน ประเทศไทยมีค่าที่สูงกว่ามาเลเซีย (41.8 ดอลลาร์สหรัฐต่อปริมาณน้ำ 1 ลบ.ม.) และเวียดนาม (1.56 ดอลลาร์สหรัฐต่อปริมาณน้ำ 1 ลบ.ม.) ทั้งนี้ประเทศอินโดนีเซียมีผลิตภาพของการใช้น้ำในภาคอุตสาหกรรมสูงสุด (292.3 ดอลลาร์สหรัฐ)

  • การประเมินรอยเท้าการใช้น้ำ (Water Footprint)

ประเมินรอยเท้าการใช้น้ำเพื่อวิเคราะห์และลดการใช้น้ำในกระบวนการผลิต เพื่อวิเคราะห์ว่ากระบวนการผลิตนั้น ใช้น้ำมากน้อยเพียงใด ดำเนินการค้นหาจุดที่สามารถลดการใช้น้ำ และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรได้อย่างตรงจุด

การบริหารจัดการน้ำอย่างชาญฉลาดคือกลไกที่จะช่วยขับเคลื่อนทั้งสังคมและภาคอุตสาหกรรมไทยให้เติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน บริษัท สยามเอ็นไวรอนเมนทอลเทคโนโลยี่ จำกัด (มหาชน) พร้อมเป็นพันธมิตรเคียงข้างภาคอุตสาหกรรม ด้วยประสบการณ์กว่า 30 ปี ในการให้บริการบำบัดน้ำเสียแบบครบวงจร บริการตรวจวัดคุณภาพ-ให้คำปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อม และออกแบบระบบบำบัดน้ำดี-น้ำเสียด้วยนวัตกรรมที่ทันสมัย

สนใจรับบริการหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

  • Email : mkt@siamentech.com
  • LINE : @sen_official
  • โทรศัพท์ : 086 962 2664, 092 742 9951

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Smart Water Management (FAQs)

ช่วยลดต้นทุนผ่าน 4 ปัจจัยหลัก ได้แก่

  1. ลดการสูญเสียน้ำ ตรวจจับและแจ้งเตือนจุดรั่วไหลแบบ Real-time ช่วยลดการสูญเสียน้ำอย่างไม่จำเป็น
  2. ช่วยประหยัดพลังงาน จากการปรับการทำงานของปั๊มน้ำและระบบเติมอากาศตามปริมาณการใช้จริง
  3. ลดค่าใช้จ่ายในการบำบัดและค่าปรับเพิ่มเติม โดยการควบคุมคุณภาพน้ำทิ้งให้ได้มาตรฐานตามกฎหมายและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง อย่างสม่ำเสมอ
  4. ลดค่าซ่อมบำรุง ช่วยวางแผนบำรุงรักษาเชิงรุก ยืดอายุการใช้งานของเครื่องจักร

สามารถเริ่มต้นเปลี่ยนผ่านทีละขั้นตอนได้ ดังนี้

  1. ประเมินการใช้น้ำ ตรวจวิเคราะห์ปริมาณการใช้น้ำดี และปริมาณน้ำเสียที่เกิดขึ้นในกระบวนการผลิต
  2. ติดตั้งอุปกรณ์ดิจิทัล เซ็นเซอร์ และมาตรวัดอัจฉริยะ เพื่อดึงข้อมูลต่างๆ แบบ Real-time
  3. ใช้เทคโนโลยีวิเคราะห์ข้อมูล นำข้อมูลการใช้น้ำมาประมวลผลผ่านระบบ Dashboard
  4. กำหนดเป้าหมาย ตั้งเป้าหมายลดการใช้น้ำต่อหน่วยการผลิตร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ