สรุปสาระสำคัญ
ปัญหาสารแขวนลอยในโรงงานอุตสาหกรรมมักเกิดจากเศษวัตถุดิบ การทำความสะอาดพื้นที่ผลิต หรือตะกอนจากปฏิกิริยาเคมี ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ระบบบำบัดน้ำเสียทำงานหนัก อุปกรณ์และท่อเกิดการอุดตัน เพิ่มต้นทุนค่าสารเคมี และเสี่ยงต่อการปล่อยน้ำทิ้งที่ไม่ผ่านมาตรฐานกฎหมาย การรับมือและแก้ไขอย่างยั่งยืนจึงต้องอาศัยการจัดการเชิงวิศวกรรมที่ครอบคลุม ตั้งแต่การลดมลพิษที่ต้นทางในกระบวนการผลิต การเลือกใช้ระบบดักตะกอนและเทคโนโลยีการกรองที่เหมาะสม การใช้สารช่วยตกตะกอน ควบคู่ไปกับการตรวจสอบและจัดทำแผนบำรุงรักษาระบบอย่างสม่ำเสมอ เพื่อปกป้องทั้งสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงาน และลดภาระค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของโรงงาน
สารแขวนลอย (Suspended Solids หรือ SS) ถือเป็นหนึ่งในปัญหาสำคัญที่ผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรมต้องเผชิญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะในกระบวนการผลิตและการจัดการน้ำเสีย ซึ่งหากปล่อยให้ปริมาณสารแขวนลอยเกินมาตรฐานอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อคุณภาพสินค้า รวมถึงระบบเครื่องจักร และไม่ตรงตามข้อปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมของทางภาครัฐ ดังนั้น การทำความเข้าใจในเรื่องนี้อย่างรอบด้าน ตั้งแต่สารแขวนลอยคืออะไร สารแขวนลอยมีอะไรบ้าง ไปจนถึงแนวทางควบคุมและวิธีการบำบัดอย่างมีประสิทธิภาพจึงเป็นสิ่งจำเป็นต่อการดำเนินธุรกิจที่ยั่งยืน
สารแขวนลอย (Suspended Solids) คืออนุภาคของแข็งขนาดเล็กที่ลอยตัวและกระจายตัวปะปนอยู่ในของเหลว ไม่ว่าจะเป็นน้ำดิบที่ดึงมาใช้ น้ำในกระบวนการผลิต หรือน้ำเสียที่ปล่อยออกจากโรงงาน อนุภาคเหล่านี้ไม่สามารถละลายน้ำได้ รวมถึงมีความหนาแน่นหรือขนาดที่ทำให้ไม่สามารถตกตะกอนลงสู่ก้นภาชนะได้อย่างรวดเร็วในสภาวะปกติ
ลักษณะของสารแขวนลอยสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทหลักตามแหล่งกำเนิด ดังนี้
ขนาดของสารแขวนลอยมีความหลากหลายมาก ตั้งแต่ขนาดเล็กระดับไมครอน ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ไปจนถึงขนาดมิลลิเมตร ที่สามารถมองเห็นเป็นตะกอนขุ่นมัวได้อย่างชัดเจน
ปัญหาสารแขวนลอยในโรงงานมักเกิดจากปัจจัยและกระบวนการต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
การปล่อยให้มีสารแขวนลอยปริมาณสูงหลุดรอดเข้าสู่ระบบต่าง ๆ ก่อให้เกิดผลกระทบแบบโดมิโนที่สร้างความเสียหายทั้งในเชิงวิศวกรรม สุขภาพความปลอดภัย และการเงินขององค์กร ดังนี้
ก่อนที่จะวางแผนรับมือปัญหาสารแขวนลอย การประเมินสถานการณ์ด้วยข้อมูลที่แม่นยำคือสิ่งสำคัญ โดยวิธีการตรวจวัดและวิเคราะห์สารแขวนลอยทางวิศวกรรมสิ่งแวดล้อมมีแนวทางดังนี้
การเก็บตัวอย่างน้ำ ณ จุดใดจุดหนึ่งและเวลาใดเวลาหนึ่ง เพื่อนำไปวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการคือหนึ่งในวิธีการตรวจวัดและวิเคราะห์สารแขวนลอย อย่างไรก็ตาม การเก็บตัวอย่างต้องทำอย่างถูกหลักวิชาการเพื่อให้ได้ตัวอย่างที่เป็นตัวแทนของน้ำทั้งระบบอย่างแท้จริง โดยตัวอย่างน้ำที่เก็บไปจะต้องนำไปผ่านกระดาษกรองใยแก้ว นำกระดาษกรองไปอบให้แห้งที่อุณหภูมิ 103-105 องศาเซลเซียส และชั่งน้ำหนักเพื่อหาปริมาณของแข็งแขวนลอยในหน่วยมิลลิกรัมต่อลิตร
ความขุ่นมีความสัมพันธ์โดยตรงกับปริมาณสารแขวนลอย โดยเครื่องวัดความขุ่นจะอาศัยหลักการกระเจิงของแสง เมื่อลำแสงส่องผ่านน้ำที่มีอนุภาคแขวนลอย แสงจะหักเหและกระเจิงออกไป เครื่องจะวัดปริมาณแสงที่กระเจิงและแสดงผลเป็นหน่วย NTU ซึ่งเป็นวิธีที่รวดเร็วและสามารถใช้เฝ้าระวังคุณภาพน้ำได้แบบ Real-time
ในกรณีที่ต้องการออกแบบระบบกรองหรือเลือกใช้เทคโนโลยีขั้นสูง การรู้เพียงปริมาณอาจไม่พอ แต่ต้องรู้ขนาดของสารแขวนลอยด้วย การวิเคราะห์ขนาดอนุภาคด้วยเทคนิค Laser Diffraction จะช่วยให้วิศวกรทราบถึงการกระจายตัวของขนาดอนุภาคเพื่อนำไปเลือกขนาดตาข่ายกรองได้อย่างเหมาะสมที่สุด
วิธีที่ดีที่สุดในการแก้ปัญหาสารแขวนลอยในโรงงานคือการป้องกันไม่ให้เกิดสารแขวนลอยตั้งแต่แรก ด้วยการนำหลักการการผลิตที่สะอาดมาใช้ เช่น การติดตั้งตะแกรงดักเศษวัสดุที่รางระบายน้ำของทุกสายการผลิต การเปลี่ยนวิธีการทำความสะอาดแบบใช้น้ำฉีดล้างเป็นการกวาดหรือดูดฝุ่น ก่อนการฉีดล้าง รวมถึงการบำรุงรักษาเครื่องจักรไม่ให้น้ำมันหรือเศษวัสดุรั่วไหล

อนุภาคแขวนลอยขนาดเล็กหรือคอลลอยด์มักมีประจุไฟฟ้าลบที่ผิว ทำให้ผลักกันเองและไม่ยอมจมตัว การใช้กระบวนการทางเคมีจึงมีความจำเป็น ดังนี้
สำหรับโรงงานที่ต้องการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ หรือมีพื้นที่จำกัด การใช้เทคโนโลยีขั้นสูงคือแนวทางที่ตอบโจทย์ ดังนี้
ควรมีการจัดทำแผนบำรุงรักษาเชิงป้องกัน ลอกท่อ ทำความสะอาดบ่อดักตะกอน ทดสอบเทียบเครื่องมือวัดความขุ่น และตรวจเช็กสภาพการทำงานของปั๊มอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันปัญหาการสะสมของตะกอนจนเกิดการอุดตันในระบบ
เมื่อผู้ประกอบการทราบแล้วว่าสารแขวนลอยคืออะไร มีอะไรบ้าง รวมถึงปัญหาสารแขวนลอยและการปนเปื้อนสารเคมีในน้ำเสียสามารถส่งผลกระทบต่อกระบวนการผลิตของโรงงานได้อย่างไร ดังนั้น การเลือกพาร์ตเนอร์ที่เชี่ยวชาญจึงเป็นสิ่งสำคัญSiam Environmental Technologies พร้อมให้บริการบำบัดน้ำเสียที่ปนเปื้อนสารเคมีตามมาตรฐานสากล ด้วยประสบการณ์กว่า 30 ปีและเทคโนโลยีที่ทันสมัย มั่นใจได้ว่าวิธีบำบัดน้ำเสียจะเป็นไปอย่างปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และสอดคล้องตามข้อกำหนดของภาครัฐ
สนใจติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
ข้อมูลอ้างอิง
A : ปัญหานี้มักเกิดจากการเติมสารเคมีในปริมาณที่ไม่เหมาะสม อาจจะมากเกินไปหรือน้อยเกินไป นอกจากนี้ยังขึ้นอยู่กับค่า pH ของน้ำเสียที่อาจไม่อยู่ในช่วงที่สารเคมีทำงานได้ดีที่สุด รวมไปถึงความเร็วในการกวนผสมที่อาจแรงหรือเบาเกินไปทำให้ฟลอคแตก วิธีแก้ไขที่แม่นยำที่สุดคือการทำทดสอบในห้องปฏิบัติการเพื่อหาปริมาณสารเคมีและสภาวะที่เหมาะสมที่สุด ณ เวลานั้น
A : ตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่องกำหนดมาตรฐานควบคุมการระบายน้ำทิ้งจากโรงงาน มาตรฐานค่าสารแขวนลอยโดยทั่วไปกำหนดไว้ว่า ต้องไม่เกิน 50 มิลลิกรัมต่อลิตร (mg/L) การปล่อยน้ำทิ้งที่เกินค่ามาตรฐานมีความผิดตามกฎหมายสิ่งแวดล้อมและกฎหมายโรงงาน ซึ่งอาจนำไปสู่การเปรียบเทียบปรับ การสั่งระงับการทำงานของเครื่องจักร หรือสั่งพักใบอนุญาตประกอบกิจการจนกว่าจะปรับปรุงระบบบำบัดให้ได้มาตรฐาน
A : ตะกอนอินทรีย์ที่ทับถมอยู่ก้นบ่อในสภาวะไร้ออกซิเจนจะเกิดกระบวนการย่อยสลายและปล่อยก๊าซอันตรายออกมา เช่น ก๊าซไข่เน่า (H2S) ที่มีพิษต่อระบบทางเดินหายใจ และก๊าซมีเทน (CH4) ซึ่งเป็นก๊าซไวไฟ หากพนักงานต้องลงไปซ่อมบำรุงหรือทำความสะอาดในบริเวณดังกล่าวโดยไม่มีการระบายอากาศที่เพียงพอและไม่มีการวัดระดับก๊าซ อาจเกิดอันตรายถึงชีวิตจากภาวะขาดออกซิเจนหรือการสูดดมก๊าซพิษในพื้นที่อับอากาศ
A : การลดที่ต้นทางสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การติดตั้งตะแกรงดักเศษวัสดุที่รางระบายน้ำทุกจุดของสายการผลิต การเปลี่ยนวิธีทำความสะอาดพื้นจากการฉีดน้ำล้างทันที มาเป็นการกวาดเศษวัสดุหรือดูดฝุ่นแบบแห้งก่อน การคัดแยกน้ำเสียโดยแยกน้ำเสียส่วนที่มีสารแขวนลอยสูงจัดไปบำบัดเฉพาะจุดก่อนปล่อยรวมกับน้ำเสียส่วนกลาง และการบำรุงรักษาเครื่องจักรเพื่อป้องกันเศษชิ้นส่วนหรือผงหลุดร่วงลงสู่ระบบระบายน้ำ
Copyright © Siam Environmental Technologies Co., Ltd.